ReadyPlanet.com
dot


จุดเวอร์เท็กซ์


ก่อนอื่นขอสวัสดีปีใหม่แด่คณะผู้ดูแลเว็ปไซด์และผู้มีความสนใจโหราศาสตร์ ทุก ๆ ท่าน ผมอยากทราบความหมายของจุดเวอร์เท็กซ์ว่าหมายถึงอะไรและมีวิธีการหา อย่างไรครับ ผู้ใดที่ทราบกรุณาอธิบายให้ทราบด้วย ขอขอบคุณครับ


ผู้ตั้งกระทู้ ณัฐ :: วันที่ลงประกาศ 2009-01-03 09:35:14 IP : 118.174.89.35


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1883326)

สวัสดีปีใหม่ 2552 คุณณัฐและทุกท่านเช่นกันครับ

จริงๆอยากให้คุณณัฐช่วยแบ่งปันประสบการณ์ว่าทำไมถึงสนใจจุดเวอร์เท็กซ์ ก็จะช่วยให้ผู้อ่านท่านอื่นได้ความรู้เช่นกันนะครับ เพราะจากคำถามของคุณณัฐแสดงว่า ไม่ได้เรียนเรื่องนี้จากอาจารย์ แต่คงอ่านเจอที่ไหนซักที่ จึงสนใจขึ้นมา

ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งอะไรมากเกี่ยวกับจุด Vertex นี้ เท่าที่เคยอ่านเจอก็จะมีในหนังสือ Horoscope Symbols ของ Robert Hand ที่อธิบายไว้ค่อนข้างกระชับ ได้ใจความ จึงขออนุญาตสรุปความนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ครับ

จากที่เราเรียนรู้เรื่องลัคนาและเมอริเดียนว่าเกิดจากการตัดกันของระนาบ 2 ระนาบ กล่าวคือ ถ้าเป็นลัคนา คือการตัดกันของระนาบรวิมรรค กับ ระนาบขอบฟ้า (Horizon Plane : แบ่งซีกกลางวัน-กลางคืน) ส่วนเมอริเดียน เกิดจากการตัดกันของระนาบรวิมรรค กับ ระนาบเมอริเดียน (Meridian Plane: แบ่งตะวันออก-ตะวันตก) อย่างไรก็ตาม มีอีกระนาบหนึ่งที่แบ่งเป็นด้านหน้า-ด้านหลัง เป็นระนาบที่ตั้งฉากกับระนาบเมอริเดียน และแผ่ระนาบไปทางตะวันออก-ตะวันตกจนไปบรรจบกันที่จุดจอมดิน (Nadir) ระนาบนี้เรียกว่า วงกลมดิ่งหลัก (Prime Vertical) จุดเวอร์เท็กซ์ก็คือจุดตัดกันระหว่างระนาบรวิมรรคและวงกลมดิ่งหลัก ทางทิศตะวันตกนั่นเอง (จุดตัดทางทิศตะวันออกเรียกว่า Anti-vertex)

ในทางทฤษฎีแล้ว จุดที่เกิดจากระนาบวงกลมดิ่งหลักตัดกับระนาบรวิมรรคย่อมมีความหมายในทางโหราศาสตร์ เมื่อหลายสิบปีก่อน ประมาณทศวรรษ 1930-1940 L. Edward Johndro นักโหราศาสตร์ในนิวยอร์ก ได้ศึกษาและสรุปว่า จุดตัดของระนาบนี้ทางทิศตะวันตกมีความสำคัญ และได้ตั้งชื่อว่า Vertex ผลการศึกษาของเขาและกลุ่มลูกศิษย์ของเขา ซึ่งรวมถึง Charles Jayne นักโหราศาสตร์ชั้นนำในยุคต่อมา ได้สรุปว่า จุดเวอร์เท็กซ์คือสิ่งที่เจ้าชะตาต้องประสบกับคนรอบข้างหรือสภาวะแวดล้อม ซึ่งเป็นไปโดยโชคชะตา เจ้าชะตาไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือไม่อาจควบคุมได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ จุดพลิกผันของชีวิตที่เกิดจากภายนอก ไม่ได้เกิดจากตัวเจ้าชะตา

อย่างไรก็ตาม Robert Hands ให้ความเห็นเกี่ยวกับจุดนี้ว่า จากการที่เขาได้ทดสอบผลของจุดนี้ พบว่า ไม่เห็นประโยชน์ที่จะใช้จุดนี้ในการพยากรณ์ อย่างไรก็ตาม เขาก็บอกไว้ว่า นักโหราศาสตร์ท่านอื่นอาจมีประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเขา การค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมจึงยังจำเป็นอยู่ (Hands เขียนตำรานี้ไว้ตั้งแต่ปี 1981)

ส่วนตัวผมเอง ไม่เคยใช้จุดนี้ในการพยากรณ์เลยครับ จึงไม่มีความเห็นใดๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น Pallas (pallas-at-horauranian-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-03 13:41:01 IP : 125.25.91.192


ความคิดเห็นที่ 2 (1883509)
สาเหตุที่สนใจจุดVertexนี้เนื่องจากได้พบจากบทความ ที่ลงในblogต่างๆเช่นของคุณหนุ่มพยากรณ์เป็นต้น ผมจึงมีความสนใจใคร่รู้เพื่อจะได้เข้าใจแนวทางพยากรณ์ ได้มากขึ้น จากความเห็นที่1ของคุณPallasนั้นมิได้แสดงวิธีหาซึ่ง ผมไม่ทราบว่าเราจะหาจุดVertexนี้ในดวงกำเนิดอย่างไร คุณPallasหรือผู้รู้ท่านใดจะแสดงวิธีหาจุดนี้ได้ไหมครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ณัฐ วันที่ตอบ 2009-01-04 10:19:43 IP : 118.174.57.24


ความคิดเห็นที่ 3 (1883638)

ที่ผมบอกไปเป็น หลักการและที่มาของเวอร์เท็กซ์ จะบอกว่าเป็นแก่นของเรื่องนี้ก็ได้ และจะนำไปสู่ความเข้าใจแนวทางการพยากรณ์ตามที่คุณณัฐต้องการครับ

ส่วนเรื่องสูตรคำนวณนั้น ผมไม่มีในมือครับ แต่เข้าใจว่า ก็คงใช้ตรีโกณมิติในการคำนวณหาจุดนี้คล้ายๆกับการคำนวณหาลัคนาและเมอริเดียน ถ้าเราเข้าใจว่า เวอร์เท็กซ์คือจุดตัดของรวิมรรคกับวงกลมดิ่งหลักทางทิศตะวันตก ก็จะไม่ยากครับ

อย่างไรก็ตาม สมัยนี้ เราสามารถให้โปรแกรมโหราศาสตร์คำนวณให้เราได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสำหรับโปรแกรมที่ใช้ Swiss Ephemeris เข้าใจว่าจะมีคำสั่งหาจุดนี้ได้อยู่แล้ว

ถ้าคุณณัฐงงๆเกี่ยวกับเรื่องระนาบรวิมรรค ระนาบขอบฟ้า ระนาบวงกลมดิ่งหลัก ผมแนะนำให้ไปเรียนหลักสูตร ดารา-โหราศาสตร์ ที่อาจารย์อารี สวัสดี เปิดสอนที่มูลนิธิสมาคมโหรฯ อยู่ทุกปีครับ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Pallas (pallas-at-horauranian-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-04 21:47:48 IP : 125.25.132.167


ความคิดเห็นที่ 4 (1883829)
ถ้าเป็นสูตรทางตรีโกณ ก็เป็นประมาณนี้ครับ
 
VX = arcCOT(-((COT f x SIN e)-(SIN ramc x COS e)) / COS ramc)
 
e : the Obliquity of the Ecliptic
f : the Terrestrial Latitude
ramc : the Right Ascension of the Midheaven
 
ถ้าสนใจเรื่องโหราศาสตร์ภาคคำนวณนอกจากเรียนวิชา ดารา-โหราศาสตร์ แล้วก็แนะนำให้ เรียนวิชา สุริยยาตร์ศึกษา ของ อ.พลังวัชร์ (หนึ่งเดียวในยุดนี้ที่เข้าถึงคัมภีร์สุริยยาตร์ ผู้พัฒนาโปรแกรม SuriyaYatra บน Excel)สูตรข้างบนก็มาจากเอกสารของพลังวัชร์นี่แหละ เรัยน 2 วิชานี้ จะทำให้เข้าใจที่มาที่ไป และปรัชญาแนวคิดในการนำไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น
 
ที่คุณ Pallas สรุปความเห็นมานั้น ผมก็เห็นว่าได้ใจความ ถึงแก่นของเรื่องนี้ครับ
 
ในเมื่ออ้างอิงถึงจุด Vertex ที่ผมใช้ใน blog ผมจึงขอแสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับจุด Vertex เพิ่มเติมดังนี้
 
แนวทางในการพยากรณ์นั้น ในทางโหราศาสตร์สากล หรือทางระบบเรือนชะตา ก็ใช้กันมาจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว จะพบว่าใน Astrology Software ของฝรั่ง ส่วนใหญ่ก็จะคำนวณจุดนี้ไว้ให้
 
ส่วนในแนวทางของโหราศาสตร์ยูเรเนียน โดยเฉพาะทางทฤษฎีพระเคราะห์สนธิก็มีทั้งที่ใช้และไม่ใช้ สำหรับผมนั้น การนำจุดนี้มาใช้ ผมก็มองว่ายังควรจะต้องทดสอบกันอยู่ โดยผมเองก็ยังจำกัดการใช้ในรูปของปัจจัยเดี่ยวอย่างเดียว ผมมองว่า Vertex เป็นเสมือน Personal Sensitive Point (PSP) จากการคำนวณเราจะทราบว่า VX เกิดจากจุดตัดของ แกนแนวตั้ง (Pirme Vertical) กับ รวิมรรค(Ecliptic) ซึ่งผมมองว่ามันเป็นคนละระนาบกันกับ ลัคนา และ เมอริเดียน รูปแบบการโคจรในแต่ละวันของ VX จึงแตกต่างออกไป นั่นคือในแต่ละวัน VX จะมีตำแหน่ง ทางตะวันตกตลอดวัน (ตะวันออกจะเรียกว่า Anti-Vertex) คือ โคจรแค่ครึ่งวงกลม
 
ในเตำราของฝรั่งบางทีเรียกเป็น The Third Angle หรือ The Turnning Point หรือ Destiny"s Gate หรือ The West Side Story เพราะ VX มีความหมายของ Fate , Destiny และ Karma อยู่ในปรัชญาการแปลความ มันเลยเหมือนเป็นอีกมิติหนึ่ง หรือ มาจากอีกภพหนึ่ง
 
ในเมื่อมองว่ามันอยู่คนละระนาบกัน ผมจึงยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะใช้ Midpoint และ Sensitive Point ที่มี Vertex เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เมื่อใช้เป็นปัจจัยเดี่ยวจึงสามารถพิสูจน์ในเชิงประจักษ์ได้ชัดเจนกว่า จากความแรงของปัจจัยเดี่ยว (ในโปรแกรม Solar Fire หรือ Janus ก็จะมี Midpoint ของ Vertex อยู่ด้วย เพราะมองว่า VX  เป็นปัจจัยทางโหราศาสตร์ในน้ำหนักเดียวกับ AS หรือ MC) หากใครจะใช้ผมก็ต้องบอกว่า ก็.......แล๊วแต๊.....ค๊าบ
 
และผมก็จะยังไม่ถือเป็นองค์ประกอบหลักในการพิจารณาด้วยนะครับ มันยังต้องมีโครงสร้างพระเคราะห์สนธิอื่นๆ เป็นองค์ประกอบหลัก เพียงแต่ว่าหากมีโครงสร้างของ VX มันจะช่วยตอบคำถามตามความหมายในเชิงปรัชญาว่า เป็นไปตามโชคชะตาที่มิอาจปฏิเสธได้ หรือ เป็นกรรมเก่านั่นเอง ในอีกทางหนึ่งเราสามารถใช้ VX ในการปรับเวลาเกิดได้ด้วย เพราะมันคือกรรมเก่าที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั่นเอง
 
อย่างเช่นกรณีโศกนาฏกรรมไฟไหม้ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งนี้ จะพบว่าที่ซานติกาผับ VX=MA/ZE และที่เสือป่า VX=(MA/ZE) และยิ่งไปดูจากดวงของเสี่ยขาว ยังพบว่าสัมพันธ์ถึง v1 VX อีกด้วย (ในดวงกำเนิดมี VX เล็ง SA เป๊ะ และยัง 45 กับ HA/ZE) แต่ผมครงไม่พยากรณ์ว่าเพราะ VX จึงเกิดไฟไหม้หรอกครับ มันต้องมีโครงสร้างอื่นๆ เป็นโครงสร้างหลัก
 
เคยมีลูกศิษย์ของ อ.พุทธลัคน์ ซึ่งได้ Request ขอให้ผมเพิ่มจุดนี้ลงในโปรแกรม Uranus ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว นัยว่า สามารถนำมาใช้อ่านความสามารถในเชิงทางด้านจิตวิญญาณ หรืออภิญญา  โดยใช้ Harmonic ที่ 5 อ่าน Aspect ของ VX ที่สัมพันธ์กับปัจจัยอื่น อีกด้วยซึ่งก็น่าสนใจครับ
 
ในเชิงของวิชาการโหราศาสตร์ มีประเด็นที่น่าสนใจและควรตั้งคำถามอีกมากครับ เพื่อทำให้โหราศาสตร์มีการพัฒนาและก้าวต่อไป มีอีกหลายประเด็นที่ผมมีข้อสงสัยและกำลังทดสอบอยู่อีกมาก หากมีความคืบหน้าก็จะมานำเสนอ ตามแต่โอกาสจะอำนวยครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ..หนุ่ม พยากรณ์ วันที่ตอบ 2009-01-05 13:11:59 IP : 210.246.184.2


ความคิดเห็นที่ 5 (1884010)
จุดโหราศาสตร์ มฤตยู/อาพอลลอน ในดวงผมไม่เข้าจุดเจ้าชะตาเดี่ยว ๆ ไหนเลย พอตั้งให้มี Vertex พบว่า=จุดโหราศาสตร์ซะงั้น
ผู้แสดงความคิดเห็น -+)=nUm=-)-(- วันที่ตอบ 2009-01-05 20:18:33 IP : 119.42.77.116


ความคิดเห็นที่ 6 (1884133)

คุณณัฐเห็นมั้ยครับว่าเพียงแค่เล่าว่า ทำไมสนใจเรื่องนี้ ก็เลยได้ความรู้มากมายจากคุณหนุ่ม พยากรณ์ จนทำให้กระทู้นี้เป็นกระทู้ต้อนรับปีใหม่ที่มีคุณค่าในเชิงวิชาการโหราศาสตร์มากเลยครับ :)

ท่านอื่นมีประสบการณ์ ความเห็น หรือความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับจุดเวอร์เท็กซ์ ขอเชิญร่วมแสดงความเห็นเลยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Pallas (pallas-at-horauranian-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-06 10:00:00 IP : 125.25.143.233


ความคิดเห็นที่ 7 (1884323)
สูตรทางตรีโกณที่คุณหนุ่มพยากรณ์กรุณาแจ้งมานั้น ผมขอสารภาพว่าคำนวณไม่ถูกครับเพราะไม่มีความรู้ทางด้านนี้ เพียงแต่ผมคิด(โดยเข้าใจผิด)ว่ามันน่าจะมีสูตรดาวแบบ a+b-cอะไรทำนองนี้ แต่เมื่อเจอสูตรข้างต้นก็เลยไปไม่ถูกครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ณัฐ วันที่ตอบ 2009-01-06 15:35:02 IP : 118.174.149.179


ความคิดเห็นที่ 8 (1884380)

จุดเวอร์เท็กซ์ไม่ได้เกิดจากการผสมของปัจจัยอื่น จึงไม่สามารถนำตำแหน่ง (สมผุส) ของปัจจัยอื่นมาคำนวณผสมกันได้ครับ

ดูเหมือนคุณณัฐไม่ได้อ่านที่ผมเขียนข้างบนให้ละเอียด อยากให้ลองอ่านแล้วทวนอีกที ถ้าได้วาดภาพด้วยมือเองก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Pallas (pallas-at-horauranian-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-06 18:28:37 IP : 61.90.143.87


ความคิดเห็นที่ 9 (1884472)
ผมเดาเอานะครับ ผิดถูกอย่าว่ากัน เพราะผมจะโยงไปเรื่องของ  PSP
 
สงสัยคุณณัฐ จะเข้าใจว่าจุดเวอร์เท็กซ์ คงคล้ายกับ จุดองคลาภ(Part of Fortune หรือ Fortuna; Pars Fortunae) มั้ง ที่เกิดจาก AS+MO-SU(ลัคนา+จันทร์-อาทิตย์) หรือ AS+SU-MO ซึ่งเป็น Sensitive Point ที่มีมานานตั้งแต่ยุคเก่า เรียกรวมๆ ว่า Arabic Parts หรือ Arabian Parts มีหลายจุด ตั้งชื่อคล้ายกับว่า Part of ...... ประมาณนี้
 
จุดองคลาภ นี้ในโปรแกรมของฝรั่งก็จะมี Option ให้เลือกแสดงผลเป็นจุดหนึ่งเฉพาะเลย (ที่มีสัญลักษณ์เป็น วงกลมมีกากบาทข้างในแบ่งเป็นสีส่วน นั่นแหละ) จัดว่าเป็น Personal Sensitive Point(PSP) อีกอันหนึ่งได้ เพราะเคลื่อนที่เร็วในแต่ละวัน(ก็มันมี AS เป็นองคประกอบด้วยนี่นา) ความหมายก็เป็นไปตามชื่อแหละครับ เป็นจุดของโชคลาภ ใครมีจุดนี้สัมพันธ์ด้วยในดวงก็ถือว่าดี ในโหราศาสาตร์ไทยก็มีคนนำมาใช้ด้วยครับ ที่มาของชื่อไทยเข้าใจว่ามาจาก ม.จ.เฉลิมศรี จันทรทัต (ไม่แน่ใจครับ ต้องไปค้นอีกที)
 
Personal Sensitive Point(PSP) นี่ในระยะหลังมีคนนำมาใช้มากขึ้น นอกจากจะมี Midpoint ของ จุดเจ้าชะตา 6 เดิมแล้ว ยังมีทั้ง East Point, West Point หรือ Black Moon  รวมไปถึงจุดอิทธิพลประเภท 3 ปัจจัยก็มี เช่น MC+PO , SU+SU-MC/PO , [MC/PO]/[MC+PO] หรือ MC+SU+PO ซึ่งผู้ที่ริเริ่มใช้คือ Carl Perch จึงเรียกว่า Perch Point
 
อันหลังนี่แหละผมยังไม่เข้าใจว่าทำไม Carl Perch จึงใช้เป็น A+B+C แทนที่จะเป็น A+B-C หรือ MC+SU-PO
 
มันเหมือนเป็นการขยายขอบเขตออกไปจากปรัชญาพื้นฐานเดิม ที่ว่าด้วยเรื่องของ ศูนย์รังสี(A/B)และจุดสะท้อน(-C)
 
หมายเหตุ
MC+PO and MC/PO : The life-element in the body and out of the body
MC+SU+PO: Personality point. Unity between body and life-element
 
PSP ข้างบนนี้ ท่าน Udo Rudolph นำมาใช้ใน Research ของท่าน ว่าด้วยเรื่องของ Re-incarnation หรือ Re-birth เสียดายที่ท่านเสียไปก่อน กะว่าหากท่านมาเมืองไทย จะถามท่านเรื่อง PSP เหล่านี้แหละ รวมทั้งเรื่องการเกิดใหม่ที่ท่านศึกษาอยู่ด้วย นัยว่า ท่านได้สรุปไว้แล้วว่าท่านจะ Re-incarnation มาในปี 2030 ด้วยครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ..หนุ่ม วันที่ตอบ 2009-01-06 23:11:56 IP : 58.64.106.137


ความคิดเห็นที่ 10 (1886364)
ของผม  ที่ไม่มีบุตร  ก็เวอร์เทคนี่แหล่ะที่บอก  เพราะ อจ. จรัญ  พิกุล  ท่านให้แปลว่า ชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ดูจากไหนก็ไม่เคลียร์พอดูจาก เวอร์เทคเนี่ย บอกจ๋าเลย  ส่วน  Perch Point นั้น mc+su+po  หรือที่แปลว่า จิตอันอ่อนละมุนในกายที่ละเอียดอ่อน  นั้น ที่ใช้ po สะท้อน ซึ่งมีค่าเป็นบวก ก็น่าจะสันนิฐานว่า  เพื่อที่จะเน้นให้ตัว po นี้ผุดขึ้นมาเป็นการแสดงออกซึ่งอาการที่เห็นประจักษ์ได้มากกว่า
ผู้แสดงความคิดเห็น ภารต..น่าสนใจตามมาเล่นด้วย วันที่ตอบ 2009-01-11 10:53:48 IP : 118.172.51.154


ความคิดเห็นที่ 11 (1886818)
ช่วยแนะนำด้วยครับว่าถ้าจะหาจุดเวอร์เทคในฟรีซอร์ฟแวร์ต่างๆ นั้นมีฟรีซอร์ฟแวร์อะไรบ้างครับแล้วในโปรแกรมUranusจะมีฟังชั่นหา จุดนี้บ้างไหมครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สนใจ วันที่ตอบ 2009-01-12 15:46:43 IP : 118.174.114.240


ความคิดเห็นที่ 12 (1886948)
ผมใช้ Freeware UAstrolog 0.67 http://www.astrosimple.com/uastrolog ต้องเพิ่มเอาเองโดยเข้าเมนู Setting -> Object Seclections -> Minor Objects เลือก Vertex
ผู้แสดงความคิดเห็น nUm วันที่ตอบ 2009-01-12 19:42:13 IP : 119.42.78.126


ความคิดเห็นที่ 13 (1886980)
ในโปรแกรม Uranus ได้เพิ่มจุด Vertex นี้เข้าไปแล้ว ตั้งแต่ Version 2.2.40 เมื่อประมาณ พย.2551 ใครมี Version เก่ากว่านี้ต้องไป Update ครับ
 
ส่วน Perch Point หรือ MC+SU+PO นั้น หากเป็นการแสดงออกซึ่งอาการที่เห็นประจักษ์ได้มากกว่า ฟังดูแล้วเหมือนกับจะบอกว่า A+B+C แสดงออกเห็นประจักษ์กว่า A+B-C สิครับ ถ้า Logic เป็นดังว่า จะมิกลายเป็นว่าเราควรจะใช้ A+B+C กันมากกว่า A+B-C หรือปล่าวครับ หรือจะยกเว้นเฉพาะ MC+SU+PO จึงใช้แต่หากเป็นจุดอื่นๆ ก็ใช้ A+B-C เป็นหลักไป
 
หากเราจะว่ากันด้วยเรื่องปรัชญาของจุดสะท้อน แปลงสมการจะได้ว่า A+B+C ก็คือ A+B-(-C) นั่นเอง หรืออาจเขียนเต็มๆว่ืา A+B-(AR+AR-C) ซึ่งก็คือเป็นการเอาจุดอิทธิพล AR+AR-C(จุดสะท้อนของ C) มาสะท้อนกับศูนย์รังสี A/B จึงได้เป็น A+B+C หากเป็นดังนี้มันคล้ายกับว่า น่าจะมีอิทธิพลเบาบางลงไปซะด้วยซ้ำสิครับ(หลักฟิสิกส์เดิมแบบ Newton คงเป็นเรื่องของการสูญเสียพลังงาน ยกเว้นหากเป็นเรื่องของ Quantum Physics อาจมีกฏซึ่งเรายังไม่้เข้าใจก็ได้) น่าคิดนะครับว่ามูลเหตุที่มาของ A+B+C เฉพาะกรณีนี้คือ MC+SU+PO มีหลักคิดอย่างไร (หรือบางคนอาจบอกว่าจะคิดทำไม ก็มีปรมาจารย์ท่านคิดมาให้ใช้แล้ว เราก็ควรใช้ไป เอ๊ะ หรือปล่าว?) แล้วเหตุใด Carl Perch จึงไม่ใช้ MC+SU-PO ไปซะเลย
 
แต่อย่างหนึ่งที่คิดว่าคงจะไม่ใช่ก็คือ การเอามาบวกกันเป็นการเพิ่มค่าของพลังงาน หรือความสำคัญของจุดนั้นมากขึ้น หรือว่าหากจะบวก D บวก F ก็จะยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีก
 
ก็อย่างว่าแหละครับ ท้ายที่สุดมันก็คือจุดหนึ่งบนวงกลมสมมุติที่มีค่าไม่เกิน 360 องศา สิ่งสำคัญคือ จุดนี้มันสามารถใช้ในการพยากรณ์ได้ตรงตามความหมายของมันได้หรือไม่
 
ทั้งหมดนี้ผมก็ยังแค่สงสัยน่ะครับยังไม่ได้ปฏิเสธ มันก็เหมือนเวลาเราอ่านคัมภีร์อรรถกถาเช่น วิสุทธิมรรค แล้วเราก็สงสัยว่ามันจะตรงกับสัจธรรมในพระไตรปิฎกหรือไม่ นั่นเอง ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ต้องการหาคำตอบบางอย่าง เราก็นำมาใช้อยู่ดีนั่นแหละ
ผู้แสดงความคิดเห็น ..หนุ่ม วันที่ตอบ 2009-01-12 21:17:43 IP : 58.64.51.70


ความคิดเห็นที่ 14 (1887045)

ก็ตัว C เป็นลบ เป็นจุดสะท้อน  ใช่ได้ทุกดวงแต่ Po ในกรณีนี้ ต้องใช้ดาวจริง เลยเป็น + แทน  เพื่อแสดงออกกลับกันในเชิงลึก เพราะผลแสดงออกมาใยเชิงลึกตามจิตวิทยาคำแปล  ( มองในมุมจาน 2 ชั้น แบบท่าน อจ.จรัญ พิกุล )

แต่ก็จริงอย่างที่ว่าแหล่ะคับ  เอาอะไรกับจุดอิทธิพล ศูนย์รังสีและปัจจัยเดี่ยวน่าจะแรงกว่าตั้งเยอะ มีให้ใช้ชัดว่ามากทำไมไม่ใช้  เช่น ฮาเดส / โปไซดอน  กับเรื่องอดีตชาติ ที่มุมกับตัวเจ้าชะตาเอง เกิดกับภายนอกตนเช่น ภูติผีปีศาจ  ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

ขนาดคัมภีร์วิสุทธิมรรค  คนยุคใหม่ฝ่ายเถรวาทยังต้องฟังหูไว้หู  เพราะแต่งหลังพุทธกาลร่วมพันปี แถมมีที่มาจากวิมุติมรรคฉบับสันสกฤตซะอีก  คนแต่งคือพระพุทธโฆษาจารย์เองในบทปณามพจน์  ยังออกตัวเองเลยว่า  ไม่แน่ใจ ไม่เหมือนอรรถกถาอื่นๆที่ ท่านบรรลือสีหนาถมั่นใจในคำอธิบายนั้น  เรื่องบางเรื่องในวิสุทธิมรรคมีกลิ่นอายของศาสนาพราหมณ์เข้ามาแซมมากจนผิดสังเกต  ต่างกับพุทธพจน์ทางพระไตรปิฏกบาลีเถรวาทเองอย่างน่าแปลกใจ เช่นเรื่องบทภูมิศาสตร์แห่งโลกและจักรวาล   แม้กระทั่งพระไตรปิฏกบาลีเอง บทสูตรที่ขึ้นต้นชื่อด้วย  มหา  ทั้งหลายนั้น  สันนิฐานไว้ก่อนว่า  ถูกสังคีติสังคายนามาแล้วจากต้นฉบับเดิม  ทำให้น่าจะมีบทแทรกๆที่แปลกๆจากแนวเถรวาทเดิมได้ หรือแม้แต่อภิธรรมเองก็มาทีหลังร่วม 500 ปีหลังพุทธกาล

ผู้แสดงความคิดเห็น ภารต...น้ำลายแตกฟอง วันที่ตอบ 2009-01-13 00:44:55 IP : 118.172.33.108


ความคิดเห็นที่ 15 (1887952)

เห็นกระทู้นี้มาแต่วันแรกที่โพส แต่พึ่งมีเวลาได้สำรวจดวงตัวเองกับคนที่พอรู้จักบางคน ได้ข้อมูลแปลกๆ ดีเหมือนกันครับ เอาเฉพาะผมเองก็แล้วกัน 4 ก.ย.2505 0.26 น. กทม.

Vertex 27 ตล 13

ทำมุม 135.0 กับ เมอริเดียน  จิตของเจ้าชะตา,

ทำมุม   0.0 กับ ศุกร์ สันติสุข ความปรารถนาดี การช่วยเหลือ ความเสน่หา ความรัก ความปรารถนา ความรู้สึก

ทำมุม  90.0 กับ -โครโนส เจ้าหน้าที่ รัฐบาล

ทำมุม 135.0 กับ มร/อท กายกับจิต ท่าทางท่วงทีของ "ฉัน"

ทำมุม 135.0 กับ มร/พล ความเข้าใจของเจ้าชะตา, ความสามารถและหนทางของพัฒนาการ ความสามารถในการ เข้าใจของเจ้าชะตา วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิต

ทำมุม  90.0 กับ ลค/มฤ ความคุ้นเคยกันโดยฉับพลัน เข้ามาอยู่ด้วยกันโดยเหตุบังเอิญ ผู้อื่นสร้างความตื่นเต้นให้ แก่เจ้าชะตา เหตุการณ์ซึ่งเกิดแก่ผู้อื่น  ผู้อื่นเกิดความตึงเครียดหรือตื่นเต้น (สิ่งแวดล้อมหรือความคุ้นเคยกับไฟฟ้า/อิเลคทรอนิคส์?)

ทำมุม  90.0 กับ ลค/ซอ ผู้อื่นอยู่ใกล้ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าชะตา  ทำงานร่วมกับผู้อื่น  ผู้อื่นเป็นผู้นำหรืออำนวยการ กิจกรรมการงานในโรงงานแห่งหนึ่ง  มีกิจที่จะต้องปฏิบัติเกี่ยวกับไฟหรือเครื่องจักรกล

ทำมุม 135.0 กับ ลค/คร สิ่งต่างๆ ที่ตกลงมาสู่เจ้าชะตา  ลงมาจากเบื้องบน  คนงาน  ลูกจ้าง  ข้าราชการ  ผู้อื่นเป็นผู้บังคับบัญชา

ทำมุม  45.0 กับ รห/พซ การติดต่อทางปัญญา

ทำมุม  90.0 กับ ศก/อด มีความสัมพันธ์ทางด้านความรักและทางด้านมิตรภาพกับบุคคลจำนวนน้อย จู้จี้แต่มีความ จริงใจและมีความซาบซึ้งในความรักและในมิตรภาพ ไม่เห็นแก่ตัว

ทำมุม  90.0 กับ คป/ฮด คนเข็ญใจ หมู่คณะที่ต่ำต้อยหรือเลวทราม สมาคมที่ยากจน สิ่งแวดล้อมอันน่าเศร้า

แปลรวมๆ กันก็สอดคล้องกับการงานตอนนี้ คือเป็นข้าราชการฝ่ายไอทีเพราะความรักชอบด้านนี้ แล้วเลยต้องคอยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านด้วยความที่มักต้องเกรงใจคนอื่น แต่คนอื่นไม่ค่อยเกรงใจเรา จนบางทีหรือหลายทีก็รู้สึกเซ็งที่ทำงานอยู่เหมือนกัน

ลองสำรวจกับดวงคุณเองและคนอื่นที่คุณรู้จักดูนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (webmaster-at-rojn-info-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-14 20:43:19 IP : 124.120.253.88


ความคิดเห็นที่ 16 (1888134)
นั่นสิคับ  Vx = ve = ad ...  ve/ad  เลยคล้ายๆนักบวช ไป สนใจฌานสมาธิเป็นการส่วนตัวเลย  กลายเป็น ฤษี ไอทียุค 2009 ซะนี่  ...แต่ระวังนาคับ  ปีนี้ mo/cu v1 = su สะท้อน = ve สะท้อน มันจะชิ่งถึง Vx แถม Ju จร เข้าภพ 7  ....  อิอิ
ผู้แสดงความคิดเห็น กระจ๊องง๊อง วันที่ตอบ 2009-01-15 10:07:27 IP : 118.172.102.122


ความคิดเห็นที่ 17 (1888137)

พิมพ์ผิด ขออภัย  ju เข้าภพ 8

ผู้แสดงความคิดเห็น ความหมายเหมือนเดิม วันที่ตอบ 2009-01-15 10:10:10 IP : 118.172.102.122


ความคิดเห็นที่ 18 (1888158)
ความเห็น 16-17 นี่ใช่คุณภารตหรือเปล่าครับ ใช้นามแฝงเปลืองนี่พางงได้เหมือนกัน ยังไงก็ขอบคุณครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (webmaster-at-rojn-info-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-15 10:45:30 IP : 203.114.104.116


ความคิดเห็นที่ 19 (1888394)
นามแฝงก็ต้องเป็นนามแฝงสิคับ  ข้ามเว็บมาทายผิดๆถูกๆ เขาจะว่าเอาได้
ผู้แสดงความคิดเห็น ต้องทำให้สับสนเข้าไว้ วันที่ตอบ 2009-01-15 16:29:30 IP : 118.172.59.206


ความคิดเห็นที่ 20 (1888418)
ขอบคุณ คุณโรจน์ครับที่ให้มีโอกาสได้ศึกษาเพิ่มเติม จากดวงกำเนิดนี่ MC = VX อยู่แล้ว หากไม่ใช้ VX แล้วอ่านจาก MC ก็คงอ่านในเชิงพระเคราะห์สนธินี่ เกือบเหมือนเดิมเลยกระมังครับ เพียงแต่เราอาจต่อท้ายว่า เป็นโชคชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่หากเพิ่มเติมในรายละเอียด VX เรือนที่ 5 แสดงถึงบุคลิกในส่วนลึกที่มีความรักสนุก เหมือนเด็ก และเป็นผู้ที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
 
naivete (นาอีฟเท") n. ความง่ายๆซื่อๆ,ความไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือมารยา
 
แต่พอมาดู Solar Return ปี 2552 สิครับ น่าสน t VX =t -MC = -AD = -VE , v1 VX = MC แล้ว t JU เรือน 9 (Placidus) จะหันกลับไปสู่ด้านใน ก็คราวนี้แหละครับ เพราะเดิมก็ VX=VE=AD อยู่แล้ว จะได้เป็นการพิสูจน์ว่า VX เป็นปัจจัยที่น่าสนจริงหรือไม่
ผู้แสดงความคิดเห็น ..หนุ่ม วันที่ตอบ 2009-01-15 17:01:06 IP : 58.64.106.18


ความคิดเห็นที่ 21 (1888421)
แก้คำผิดและเพิ่มเล็กน้อยครับ  t VX =v1 -MC = -AD = -VE , v1 VX = MC ,v1 SU =VX=VE=AD
ผู้แสดงความคิดเห็น ..หนุ่ม วันที่ตอบ 2009-01-15 17:06:10 IP : 58.64.106.18


ความคิดเห็นที่ 22 (1888438)
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ne/pl//ha จะกำเริบรุนแรง ในดวงเดิมโดยเกาะ อาทิตย์ กับศุกร์และเวอร์เทค  ด้วย ปีนี้ v มาครบวงจร  ...  สงสารอาจารย์เราจะเปลืองค่ายาพ่นจมูกน่ะสิคับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ใช้ นามแฝง วันที่ตอบ 2009-01-15 17:31:39 IP : 118.172.59.206


ความคิดเห็นที่ 23 (1888529)
ที่จริงเมอริเดียนกับเวอร์เทกซ์จะมีวังกะกันอยู่ราวๆ 50 ลิบดาครับ ถ้าใช้วังกะ 1 องศาเคร่งครัด ดูที่เมอริเดียนจะทำมุมกับแอดเมตอสและจุดสะท้อนมฤตยูโดยไม่มีศุกร์ แต่กับเวอร์เทกซ์มีศุกร์เข้ามา โดยไม่มีแอดเมตอสกับจุดสะท้อนมฤตยู รายการศูนย์รังสีก็มีต่างกันนิดหน่อย แต่เมื่อเทียบกับดวงคนอื่นที่เริ่มเอามาศึกษา ยังไม่เจอที่สัมพันธ์กับเมอริเดียนแบบนี้เลย ส่วนประเด็นเวอร์เทกซ์ในโซลาร์ปี 52 ก็ขอรับทราบไว้เพื่อสังเกตกันต่อไปครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (webmaster-at-rojn-info-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-15 22:47:34 IP : 124.120.174.214


ความคิดเห็นที่ 24 (1888530)
ส่วนประเด็น ne/pl//ha นี่ไม่รู้จะเกี่ยวกับที่ทำงานใหม่ที่ศูนย์ราชการฯ หรือเปล่า เล่นให้ย้ายเข้ามาทั้งที่บริเวณอื่นในศูนย์ฯ ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ฝุ่นและกลิ่นอะไรต่างๆ จากการก่อสร้างยังเข้าจมูกไม่เว้นวัน กรรมจริงๆ ครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น โรจน์ (webmaster-at-rojn-info-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-15 22:52:55 IP : 124.120.174.214


ความคิดเห็นที่ 25 (1889059)

ขอโอกาสร่วมแสดงความเห็นด้วยครับว่า...

วิธีที่จะรู้ว่า จุด (Angle) หรือมุม (Aspect) ใดจะใช้ได้หรือไม่ ก็ทำได้ด้วยการใช้ดู (ด้วยตนเอง) หากมีความสม่ำเสมอในการแสดงผลเชิงประจักษ์ มีข้อยกเว้นน้อย (โดยใช้ความโน้มเอียงส่วนตัวที่จะเชื่อไปเองแต่น้อย) ก็จะได้คำตอบนั้นเอง

ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมที่กว้างออกไปอีกว่า...

แม้สิ่งที่สอน,เชื่อ,ใช้ กันมานานแล้ว ก็ต้องมีการทบทวน สอบทานเสมอ ๆ ว่ายังใช้ได้ดีไม๊ ไม่ใช้ได้ไม๊ (นอกจากที่จะเก็บไว้ใช้เป็นข้อแก้ตัวยามคับขัน ต้องสอบอารมณ์ตัวเองดู) ไม่ใช้แล้วได้ผลดีขึ้นอีกต่างหากหรือไม่ (สับสนน้อยลง ไม่ห่วงนั่นนี่ยุ่งไปหมด หรือดิ้นได้ไล่ไม่จน มีคำตอบไปหมด) หรือใช้ได้ในบางครั้ง ซึ่งเป็นครั้งไหนกรณีไหนบ้าง ต้องประกอบใช้กับอะไร ใช้ได้ภายใต้สมมติฐานไหน (ตอนเรียนวิทย์ เช่น เคมี ฟิสิกส์ นั้นจะมีการทดลองให้ดูว่าทฤษฎีนั้น ๆ ใช้ได้จริงอย่างไร มีข้อจำกัดแค่ไหนเสมอ ทางโหราศาสตร์เราก็ควรเช่นกัน จึงจะสร้างการยอมรับได้ มากกว่าการใช้วิธี "ขู่ ปลอบ และตบทรัพย์...ยืมคำ อ.ภารต มาใช้หน่อย")

หลักการที่แท้ต้องพร้อมให้พิสูจน์ ทำซ้ำได้ผลเหมือนเดิมทุกครั้ง โดยไม่บังคับ (หรือกดดันทางจิตวิทยา) ให้เชื่อตาม (ครู)

ผู้แสดงความคิดเห็น อธิ วันที่ตอบ 2009-01-17 08:55:39 IP : 58.9.63.79


ความคิดเห็นที่ 26 (1889088)

เสริมใช้สิทธิอีกนิด เพราะถูกพาดพิงคับท่านประธานที่เคารพ เท่าที่ผ่านประสบการณ์มาบ้างเขาก็ใช้กันได้แหล่ะคับ  ถ้าเราเข้าใจทฤษฎีเส้นมุมมากพอ  และเข้าใจ  ลีลาและอาการรวมถึงการแสดงออก  ของเส้นมุมต่างๆ  พวกที่เรียนมาทางโหราสากลคลาสสิค  จะเข้าใจได้ง่าย  ว่ามุมอะไร ให้ผลเช่นใด ในด้านไหน  อย่างไร  เรื่องนี้เป็นทฤษฎีไวยากรณ์มาตรฐาน และเท่าที่รู้เพราะท่านปรมาจารย์จรัญ  พอกุล ท่านค้นคว้าและใช้รวมทั้งสอนศิษย์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเป็นหลักการมาตรฐาน  เพียงแต่ว่า  ในมุมมองยูเรเนียนแท้ๆ เล่นใช้แต่ฮาโมนิคที่ 8 ยืนพื้น  และถือว่าให้ผลเท่ากัน  ( ซึ่งผู้เรียนทั้งหลายมักจะเข้าใจเช่นนั้น ) ซึ่งในแง่ของปัจจัยต่างๆเช่น ศูนย์รังสีและจุดอิทธิพล  ทำมุม ซึ่งสูตรพระเคราะห์สนธิก็ให้คำแปลเป็นผลที่น่าพอใจแล้ว  และก็มักจะเข้าใจเช่นนั้นและส่วนมากเชื่อว่าคงมีแค่นี้   แต่จริงๆแล้วถ้าค้นต่อในความหมายและลีลาการแสดงออก  สำหรับพวกที่อยากรู้อยากเห็นและมีลูกละเอียดละเมียดละไม  มุมต่างๆของมุมในฮาโมนิคที่ 8 นี้ ยังตีความต่อได้อีกหลายลีลา และตัวปัจจัยที่มาทำศูนย์รังสีกันก็ยังลากเอารายละเอียดต่างๆที่พ่วงกับมันมาอีกเยอะแยะ  ซึ่งน่าสนใจเอามาขยายความได้มากมาย  ไหนจะยังตัวจุดเจ้าชะตาที่ตั้งรับเองอีกก็มีลีลาลูกเล่นที่เป็นทฤษฎีใหญ่ๆอีกพะเรอเกวียนหลายคอนเทนเนอร์  และแม้กระทั่งรูปสมการเอง  a+b-c ,a+b+c ,a-b-c ,a//b//c และอื่นๆ  ก็ให้ผลแตกต่างกันในแง่ลีลาการแสดงออกทั้งของปัจจัยและจุดตั้งรับ   การที่จะบอกว่าต้องพิสูจน์ได้ตามนี้  คำตอบจึงต้องบอกว่ามีหลายระดับว่าจะพิสูจน์ในแง่ไหน  ถ้าเราเชื่อว่าคณิตศาสตร์เป็นราชินีแห่งวิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์เชิงปรัชญาโหราศาสตร์ ก็น่าจะมีทางพัฒนาต่อไปได้อีกมากเช่นกัน   อย่างเพิ่งเชื่อตามครูสอน  แต่ต้องคิดตามแล้วเชื่อหลักวิชาที่เคยเรียนมาว่า  มีความเป็นไปได้หรือไม่ต่างหากตามหลักกาลามสูตรนั่นแหล่ะคับ

อ้อ  เกือบลืม สำนวนนี้ ซิงแสจีนท่านหนึ่ง  เขาสอนผมมาว่า ลูกค้านั้นให้ ขู่ก่อนให้กลัว  จากนั้นปลอบให้คลายใจ  และยกยอปอปั้นในทางที่ดีเข้าไว้  จากนั้นค่อยตบทรัพย์  ซึ่งผมฟังแล้วรังเกียจไม่เคยใช้และถ้าใครใช้ก็กระแนะกระแหนแถมแช่งไม่นับถือเป็นโหรคับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ภารต...ใช้สิทธิพาดพิง วันที่ตอบ 2009-01-17 09:58:05 IP : 118.172.29.65


ความคิดเห็นที่ 27 (1889098)

เขียนพล่ามมาถึงตอนนี้  แล้วผู้อ่านอาจจะสับสนว่า  สุดท้ายก็คงตีความดิ้นได้อยู่ดี  อันนี้ก็ต้องตอบว่า  การศึกษาโหราศาสตร์สากลรวมถึงยูเรเนียนในประเทศไทย  ผ่านมาแล้ว 4 ยุค  ช่วงแรกบุกเบิกโดยพวกก่อตั้งสมาคมโหรแห่งประเทศไทยรุ่นแรกๆ ( ย้ำว่ารุ่นแรกๆ )2490 - 2508, ช่วงต่อมายุคแรกเริ่มยูเรเนียน 2508-2514 ( พอ.จง แปลกบรรจง ), ช่วงสองปรมาจารย์ใหญ่ อจ.พลตรีประยูร พลอารีย์ +อจ.จรัญ  พิกุล 2515-2548 , ยุคปัจจุบัน

ปัญหาใหญ่ในแต่ละช่วงได้รับการแก้ไขไปทีละเปราะๆ  เช่นยุคแรกก็เป็นเรื่อง ตำราโหราศาสตร์สากลล้วนๆ  ยุคที่ 2 เป็นเรื่องอุปกรณ์เครื่องมือที่ยังไม่มีซอฟแวร์คอมพิวเตอร์รวมถึงบุกเบิกตำราด้านยูเรเนียน  ยุคที่ 3 เป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ และการพัฒนาทฤษฎีต่างๆ  สังเกตว่า เรื่องคอมพิวเตอร์กับ manual ยังไม่ลงตัว แต่ละอย่างต่างมีข้อจำกัดไปคนอย่าง ซึ่งส่งผลให้ยุคปัจจุบันมีการแก้ปัญหานี้อยู่  ข้อดีของคอมพิวเตอร์มีมหาศาลแต่การวิเคราะห์ สับสนเพราะปัจจัยทุกตัวติดเข้ามาหมด และยากต่อการฟันธงตีความ  ซึ่งเมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบัน มีการเอา manual มาใช้ควบกับคอมพิวเติอร์เพื่อคัดกรองหาความหมายที่ลดกองทัพจุดอิทธิพล ( สำนวน อจ. โรจน์  จินตมาส )ได้อย่างมากจนน่าพอใจ  และมีลีลาการประยุกต์โหราศาสตร์สากลคลาสิคหรือที่เรียกกันแต่ก่อนว่า โหรายุคศิลป์เข้ามาใช้ควบแนวบูรณาการกับยูเรเนียนอย่างกลมกลืน  ซึ่งมีการพัฒนากันเองภายในอยู่หลายๆสำนักโหรในปัจจุบัน

ผู้แสดงความคิดเห็น ภารต..ติดลม..นึกว่าเว็บตัวเอง วันที่ตอบ 2009-01-17 10:37:58 IP : 118.172.29.65


ความคิดเห็นที่ 28 (1889377)

เฮ็ดในซิงที่เซือ , เซือในสิ่งที่เฮ็ด ถูกแหลว.....

แต่สิ่งโหราจารย์รุ่นก่อนได้ทำได้บัญญัติไว้ ถือว่าได้ผ่านการพิสูจน์ในเชิงประจักษ์โดยส่วนตัวท่านและเกิดความประทับใจพอสมควร จึงนำมาถ่ายทอดต่อ ๆ จึงน่าจะเป็นวิธีทางลัดในการย่นระยะเวลาในการเรียนรู้ในหลักที่เป็นแก่นได้ไม่มากก็น้อย ส่วนการต่อยอดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งตามความสามารถในการคิดค้นได้ของแต่ละท่านและความประทับใจส่วนตัว ซึ่งก็อย่าลืมว่านี่คือคุณูปการจากรุ่นก่อนที่ปูพื้นหรือชี้ช่องไว้ให้คิดต่อ  ต้องให้เครดิตท่านเหล่านั้น
ผู้แสดงความคิดเห็น ไม่เซือ แต่ไม่ลบหลู่ วันที่ตอบ 2009-01-18 02:55:43 IP : 61.19.65.19


ความคิดเห็นที่ 29 (1889438)

ดูเหมือนกระทู้นี้จะกลายเป็นกระทู้ทรงคุณค่าตั้งแต่ต้นปีเลยนะครับ :)

อ่านแล้วได้ความรู้ ได้แนวคิด และได้การบ้านไปศึกษาต่อ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันแสดงความเห็นและให้ความรู้ครับ

ว่าแต่คุณณัฐมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Pallas (pallas-at-horauranian-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-18 11:14:18 IP : 125.25.144.217


ความคิดเห็นที่ 30 (1889476)

ตอบ  คห.28  เรื่องคุณูปการของโหราจารย์ต่างๆของสยามประเทศ

http://www.astroclassical.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=329506

http://www.astroclassical.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=329506

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ภารต...เขียนไว้นานแล้วคับ วันที่ตอบ 2009-01-18 13:08:22 IP : 118.172.28.108


ความคิดเห็นที่ 31 (1889477)
http://www.astroclassical.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=329513
ผู้แสดงความคิดเห็น ภารต..เสริม วันที่ตอบ 2009-01-18 13:10:57 IP : 118.172.28.108


ความคิดเห็นที่ 32 (1890591)
กลับมาต่อเรื่องของ Vertex นิดนึงครับ จากที่เดิมผมให้ความเห็นไว้ใน คห.ที่ 4 ที่บอกว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะใช้ Midpoint และ Sensitive Point ที่มี Vertex เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย นั้นไม่ได้หมายความว่า การที่เราใช้ Midpoint Listings จากตารางในโปรแกรมอย่าง SolarFire จะใช้ไม่ได้นะะครับ เพราะในตาราง Midpoint Listings นั้น เราเห็นปัจจัยของ Midpoint เรียงตามลำดับค่าองศานั้น หากมี Midpoint ที่มี VX เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เราสามารถปรับมุมมองเป็น VX = จุดอิทธิพลได้ตามหลักการทางคณิตศาสตร์อยู่แล้ว เช่น หากเราพบว่า A/B = C/Vx นั่นก็คือ A+B-C=VX อยู่แล้ว ซึ่งก็คือการใช้ VX ในรูปแบบของปัจจัยเดี่ยว=จุดอิทธิพล นั่นเอง
 
เรื่องของการต่อยอด ภูมิปัญญาที่คนรุ่นก่อนทำไว้ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราก็ควรจะสานต่อครับ คงไม่ใช่เรื่องของการไม่เคารพหรือไม่ให้เครดิตท่านเหล่านั้น ศาสตร์ทุกศาสตร์ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่แล้ว มิฉะนั้นเราคงไม่ก้าวผ่านยุคของนิวตัน เข้าสู่ยุดของไอนสไตน์ จนก้าวเข้าสู่ยุคของควอนตัม หรือไปถึง Perter Higgs ผู้ค้นพบอนุภาคพระเจ้า จนเกิดโครงการแบบ CERN ดังนั้นใครก็ตามที่สามารถคิดค้น ต่อเติมสิ่งใดได้ ก็อย่าเก็บไว้เป็นความประทับใจส่วนตัวดีกว่า ควรที่จะนำเสนอหรือเผยแพร่ งานการศึกษานั้นเพื่อเติมเชื้อให้มีการพัฒนาต่อไปครับ
 
ผมเองก็ถือว่าหากศึกษาจนมองเห็นประเด็นเรื่องใด ที่น่าจะมีการแลกเปลี่ยนก็จะมานำเสนอครับ เพราะคิดว่าเรามีความบริสุทธิ์ใจ อีกทั้งวิธีการนำเสนอก็มี Logic พอสมควร บางครั้งหากมีการกระทบหรือจี้จุดใดไปบ้าง ก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเกิดวิวาทะทางวิชาการ ถือเป็นเรื่องปกติ
 
อย่างเช่น เมื่อศึกษาไปผมพบว่า Mp หรือ เมอริเดียนจรสุริยคติ จากตำราเท่าที่เราพบ อ้างอิงจาก ตำราของ อ.ประยูรฯ หรือในโปรแกรมบางโปรแกรม สูตรคำนวณที่ใช้คือ MCv+SUt-SUr ผมเห็นว่าที่จริง เมอริเดียนจรสุริยคติ มันคือ เมอริเดียนโปรเกรส(p MC)นั่นเอง เพียงแต่อาจจะเป็นว่าด้วยข้อจำกัดทางเครื่องมือ หรือการใช้จานคำนวณ ทำให้ไม่สะดวกในการที่จะมาคำนวณเมอริเดียนโปรเกรสทุกครั้งที่จะทำงาน จึงใช้วิธีแบบทางตรง Linear คือใช้ค่าโค้งสุริยาตร์แทน แต่ในเมื่อเราสามารถใช้คอมพิวเตอร์คำนวณค่าจริงออกมาได้แล้ว ก็น่าจะนำมาใช้ดู ซึ่งผลการคำนวณนั้นจะทำให้ MP ต่างกับ p MC อยู่บางช่วงเวลา (ผลต่างอาจจะประมาณ 4 องศาก็ได้เป็นบางครั้ง) จึงอยากให้ลองดูว่าผลเชิงประจักษ์เป็นเช่นไร แม้ว่าบางท่านอาจจะบอกว่าใช้แบบ Mp เดิมก็ใช้ได้อยู่แล้วก็ตามทีเถอะ
 
ผลจากตรงนี้จึงพบว่าเราสามารถใช้โค้งเมอริเดียนจรสุริยคติ(ตอนนี้ในโปรแกรมมีชื่อเล่นว่า V8) ในการช่วยตรวจสอบข้อมูลรายวันได้หลากหลายมากขึ้น โดยเราไม่ต้องใช้ JUv+SUt-SUr ตรวจสอบ แต่ใช้เป็น JUv8 ได้เหมือนกัน(เซียนหุ้นลองดูเองเหอะ)
 
เรื่องวิธีการคำนวณนั้น มันมีการปรับปรุงหรือมี Option ให้เลือกกันอยู่เสมออยู่แล้ว ยกตัวอย่าง Mean Node กับ True Node หรือแม้แต่โค้งสุริยยาตร์ หรือ Direction Arc ยังมีทั้งค่าคงที่ 1 ปี 1 องศา หรือ 59:08 ลิปดาต่อปี(Naibod Arc) หรือแบบที่ใช้กันปัจจุับันที่คำนวณองศาอาทิตย์เคลื่อนไป 1 วันต่อ 1 ปี(True SA)
 
จากตรงนี้จะเห็นว่า การสร้างสมการแบบ ข้ามวงเช่น Av+Bt-Cr นั้นอาจต้องทำความเข้าใจที่มาที่ไปกันด้วย หรือ อย่างเช่น At/Br หรือ Av/Br ก็ต้องทำความเข้าใจเช่นกัน ว่ามีมูลเหตุเช่นไร เพราะหากไม่เข้าใจแล้วอาจจะหลุดกรอบขอบเขตของการนำไปใช้ได้เหมือนกันครับ
 
สรุปตอนท้ายช่วงนี้ก็ต้องบอกว่า ผลเชิงประจักษ์เป็นเรื่องสำคัญที่เป็นการ ซตพ. ของสมมุติฐานต่างๆนั่นเอง
ผู้แสดงความคิดเห็น ..หนุ่ม...ยังมีประเด็นอีกเยอะนะครับ วันที่ตอบ 2009-01-20 16:25:10 IP : 58.64.51.56


ความคิดเห็นที่ 33 (1890899)

เรื่องพิสูจน์ สมการข้ามวงเนี่ย  ผมเห็นที่ blog ของคุณ Holis เขียนเอาไว้ก็เข้าท่าดีคับ  ลองไปอ่านดูสิ

http://www.oknation.net/blog/holis

ผมเองเอามาใช้พยากรณ์ตั้งนานแล้วฉมังด้วยสิ   เพราะอ่านมาจากตำราไหนก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว แบบรู้แค่แนวทฤษฎี  แต่เพิ่งจะรู้ที่มาและเห็นลู่ทางของสมการคณิตศาสตร์  ก็จากบทความนี้แหล่ะคับ  ก็ต้องขอขอบคุณ  คุณ Holis ด้วย

คงยังมีอีกเยอะล่ะคับ  น่าจะมาขยายกันต่อได้อีก

ผู้แสดงความคิดเห็น ภารต...ช่ายยังมีอีกเยอะ วันที่ตอบ 2009-01-21 10:44:27 IP : 118.172.25.116


ความคิดเห็นที่ 34 (1891277)

เข้ามารับความรู้เรื่อง VX เลยพลอยรู้เรื่องอื่นไปด้วยเลย...

ต้องขอบคุณ อ.ภารต อย่างยิ่งที่ช่วยแนะนำ blog ของผมครับ นับเป็นความชุ่มชื่นใจของคนเขียนยิ่ง
เนื้อหาที่บอกเป็นความกล้าๆเขียนจากความรู้เท่าหางอึ่งของผมมากกว่าครับ (อึ่งไม่มีหางนี่นา...)
อย่างไรก็ขอบคุณครับ เพิ่มคลิกได้มากมายเลย

อยากขยันๆเขียนเหมือนคนอื่นๆจัง แต่ความขาดแคลนความขยัน กับมันสมองครับ :)

ผู้แสดงความคิดเห็น holis วันที่ตอบ 2009-01-21 22:39:19 IP : 124.121.224.196


ความคิดเห็นที่ 35 (1891739)
อืมมม ไปอ่านแล้วครับ ผมคิดว่าน่าสนใจ แต่ก็นี่แหละที่จะต้องพิจารณาว่า การทำความเข้าใจว่าจะหลุดกรอบขอบเขตของการนำไปใช้ หรือไม่เป็นผลข้างเคียงได้อย่างไร ยังนึกไม่ออกว่าจะเรียบเรียงให้ฟังในนี้ยังไงดีให้เข้าใจโดยไม่ต้องว่ากันยาวๆ และไม่ให้ Impact มันกระทบแรงไป แบบนี้มันต้องเจอแล้วคุยกันแหละ จึงจะทำความเข้าใจกันได้ มิฉะนั้นอาจไม่เข้าใจเจตนาที่พูดออกไป เดี๋ยวถ้านึกได้ว่าจะเขียนยังไง แล้วจะมาต่อแล้วกัน ทิ้งท้ายสั้นๆนะครับว่า
 
At + v = Br มันก็คือ At = Br - v หรือ At = Bv2 นั่นเองครับ อาจไม่ต้องแทนค่ามากมายก็ได้ (Simple is the Best)
ผู้แสดงความคิดเห็น ..หนุ่ม วันที่ตอบ 2009-01-22 21:54:35 IP : 58.64.104.184


ความคิดเห็นที่ 36 (1892199)

ยอมรับว่างงนิดหน่อยสำหรับสมการใหม่ โดยเฉพาะการนำไปใช้หรืออะไรทำนองนั้น เอาเป็นว่าจะรออ่านนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น holis วันที่ตอบ 2009-01-23 23:36:17 IP : 124.120.168.114


ความคิดเห็นที่ 37 (3767472)
Vertexที่ว่านี้ผลการพยากรณ์เป็นอย่างไรครับได้ผลแค่ใหน
ผู้แสดงความคิดเห็น thirawat วันที่ตอบ 2015-02-03 13:02:40 IP : 49.230.237.13


ความคิดเห็นที่ 38 (4023452)
Deep thinking - adds a new diismenon to it all.
ผู้แสดงความคิดเห็น 9RcL7soU (uvsz1yt3q36-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2016-06-09 14:28:49 IP : 188.143.232.32


ความคิดเห็นที่ 39 (4024447)
This is the perfect way to break down this inrimfatoon.
ผู้แสดงความคิดเห็น JpisXpRO3 (cu2lu0dvfzv-at-mail-dot-com)วันที่ตอบ 2016-06-09 20:40:50 IP : 188.143.234.155



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.