ReadyPlanet.com
dot


รบกวนถามด้วยครับ


เกิด 19 ม.ค. 2488 เวลาตี 3 ภูเก็ต
ตอนนี้ผมกำลังต้องการที่จะขายที่ดินที่ได้มาจากมรดก มีมูลค่าพอสมควร อยากทราบว่าผมจะขายที่ดินได้เมื่อไหร่ครับ

และรบกวนถามเรื่องเกี่ยวกับลูกด้วยครับ คือผมอยากทราบว่าอนาคตของลูกผมต่อไปจะเป็นยังไงบ้างครับ
ตอนนี้เค้ากำลังจะจบป.ตรี รัฐศาสตร์ มสธ.ครับ ไม่ทราบว่าเรียนมาถูกทางแล้วหรือไม่ครับ เหมาะกับเค้าหรือเปล่า
เพราะผมยังมองไม่เห็นว่าจบมหาลัยเปิดแบบนี้จะมีเครดิตพอที่บริษัทเอกชนจะรับเข้าทำงาน
ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้าครับ เพราะเป็นเด็กที่เรียนดีมาตลอด
ตอนปี 45 ก็เอ็นท์ติดวิศวะแต่ไม่ยอมเรียน เพราะบอกว่าอ่อนคณิต กลัวเรียนไม่จบ
ปี 46 เอ็นท์ใหม่ได้นิติศาสร์ก็ไม่เรียนอีก อ้างว่ามหาลัยไม่มีชื่อเสียง
สุดท้ายก็มาลงเอยที่มสธ. และตัวเค้าเองก็มานั่งเสียดายโอกาสที่ไม่ยอมเรียนวิศวะจนถึงทุกวันนี้
ที่ผมเล่ามานี้.. ผมต้องการจะถามว่าต่อไปเค้าจะมีหน้าที่การงาน ทรัพย์สินเงินทอง มีอนาคตที่มั่นคงหรือไม่ครับ
ลูกผมเกิด 3 สิงหาคม 2526 เวลา 15.45 น. ภูเก็ต ขอบคุณมากครับ



ผู้ตั้งกระทู้ วิสุทธิ์ :: วันที่ลงประกาศ 2007-01-21 15:25:52 IP : 203.156.69.110


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (492363)

ขายที่ดินได้เมื่อไหร่ครับ

ช่วงๆนี้ ก็น่าจะมีคนติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว น่าจะเป็นพวกนายหน้าติดต่อให้กับชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

ส่วนเริ่มการต่อรอง สำหรับจะซื้อขายกันจริงๆ คงจะเป็นช่วงก.ค. หรือช่วงกลางปี

ได้ข้อตกลงสรุปราคากันได้ช่วงพ.ย. และขายที่ดินได้ในเดือน ธ.ค. 50 ครับ

ส่วนเรื่องลูก ผมค่อยกลับมาดูให้นะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Phainon วันที่ตอบ 2007-01-26 00:25:03 IP : 61.91.178.10


ความคิดเห็นที่ 2 (493532)

ขอบคุณคุณ Phainon มากครับ

เรื่องลูกผมรบกวนถามเพิ่มอีกนิดด้วยครับว่า เค้าควรจะเรียนด้านไหนครับ(คณะหรือสาขาอะไร) ที่จะให้คุณกับเค้า และจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในอนาคตครับ ตอนนี้เค้ามาปรึกษาว่าจะเรียนต่อปริญญาอีกใบน่ะครับ ขอบคุณครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น วิสุทธิ์ วันที่ตอบ 2007-01-27 21:16:54 IP : 203.156.68.200


ความคิดเห็นที่ 3 (494585)

ผมขอตอบตามประสบการณ์เรื่องการทำงานก่อนนะครับ เรื่องจบมหาลัยไหน ผมว่าไม่เกี่ยวหรอกครับว่ามีเครดิต หรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว บริษัทก็ตัดสินที่ความสามารถของลูกชายคุณอยู่ดี บางคนจบมาจากมหาลัยชั้นนำ หรือจบมาจาก เมืองนอก สุดท้าย ตกงาน หางานลำบาก ก็มีเยอะเยอะ

ดังนั้นอย่าไปวัดความสามารถที่สถาบันเลยครับ แม้ว่าสถาบันเขามีมาตรฐาน แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่า ทุกคนจบมาจะเจ๋ง หรือดีกว่าที่อื่นๆ

พี่ๆ บางคนที่ผมรู้จักและนับถือ ก็ไม่จบมหาลัยด้วยซ้ำ ปัจจุบันก็มีกิจการใหญ่โต มีครอบครัวที่มีความสุข กำลังจะซื้อบ้านหลังที่ 2 ให้ครอบครัว ด้วยซ้ำ

อีกเรื่องหนึ่งคือ ในดวงชะตาของ ลูกของคุณ ก็ไม่มีจุดไหนที่บอกว่าเหมาะกับวิศวะ หรือ สายช่าง เลยนะครับ ดังนั้นไม่ต้องมานั่งเสียดายโอกาศที่จะเรียนวิศวะหรอก เรียนไปแล้วไม่ชอบ หรือ ต้องถูกรีไทร์ เศร้าใจกว่าเยอะ

จากดวงชะตา ผมเห็นว่าการศึกษาต่อในต่างประเทศ น่าจะมีผลดีกับเจ้าตัวมากกว่า เพราะเป็นคนที่มีโชคเกี่ยวกับด้านต่างประเทศอยู่แล้ว (ลัคนา = เนปจูน, พฤหัส 0 เรือนที่ 12, พุธ ศุกร์ เรือนที่ 9)

เจ้าชะตาเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหว แล้วมีความเป็นศิลปินสูง อาจจะถนัดด้านศิลป์ หรือภาษา
ที่คุณเห็นว่าเขาเป็นคนเรียนดี ก็เพราะว่าเขาชอบการเรียน ดังนั้นงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาการ หรือเกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ที่ต้องไปสื่อสารต่อคนอื่นๆในวงกว้าง ก็เหมาะสมดีครับ (จันทร์ สันโดษ, ลัคนา = เนปจูน , คิวปิโด 1-4-7-10 กับ อาทิตย์, และ อาพาลอน โพไซดอน เรือนที่ 10)

ผมเห็นว่าลองไปด้านทางศิลปะ ,กราฟฟิกดีไซด์ ,เกี่ยวกับภาพยนตร์ หรือโฆษณา น่าจะเหมาะสมดี
(โพไซดอน = -มฤตยู, ลัคนา = เนปจูน อยู่เรือน 12 กุม มฤตยู, พฤหัส เรือนที่ 12 = ประสบความสำเร็จจากการจินตนาการ และ อาทิตย์ อยู่สิงห์ 1-4-7-10 กับ คิวปิโด รวมกับ จันทร์ เรือนที่ 5 > สำเร็จด้านการบันเทิง และใจก็ชอบด้วย)

ซึ่งถ้าหากให้แนะนำต่อ ก็จะแนะนำให้ไปอเมริกา น่าจะมีภาษีดีกว่าประเทศอื่นครับ (ในเชิงโหราศาสตร์นะครับ)

ถ้าสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติม และกลับมาแจ้งผลการทำนายด้วย เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาดวงชะตา จะดีมากเลยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Phainon วันที่ตอบ 2007-01-29 20:04:20 IP : 61.90.143.85


ความคิดเห็นที่ 4 (494688)

ขอบคุณคุณ Phainon มากครับ

เรื่องลูกนั้น ตอนนี้เค้ายังมีคำถามที่อยากจะรบกวนคุณ Phainon ผมจึงบอกให้เค้าเข้ามาถามเอง ยังไงผมก็ต้องรบกวนด้วยนะครับ (ตอนนี้เค้าส่งเมลไปแล้วครับ) ขอบคุณอีกครั้งครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น วิสุทธิ์ วันที่ตอบ 2007-01-29 22:50:25 IP : 203.156.70.8


ความคิดเห็นที่ 5 (494756)

ปกติผมไม่ได้รับดูดวงทางอีเมล์นะครับ

หากจะปรึกษาอะไร โพสคำถามมากระทู้นี้ หรือที่เวปไซต์นี้ได้เลยครับ

ยินดีตอบแน่นอนอยู่แล้วครับ (อาจจะช้าบ้าง เร็วบ้าง ตามความว่าง และความยุ่งของงานประจำนะครับ)

ผู้แสดงความคิดเห็น Phainon วันที่ตอบ 2007-01-30 01:47:50 IP : 58.8.4.109


ความคิดเห็นที่ 6 (495067)

ขอโทษค่ะ.. งั้นยกมาโพสนะคะ

คือคณะที่เรียนมา(รัฐศาสตร์)นั้นค่อนข้างที่จะหางานยากค่ะ ตอนนี้เลยมีความคิดที่จะลองสอบเข้าวิศวะใหม่ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าเรียนแล้วจะรุ่งมั้ย เพราะการที่จะต้องกลับไปเรียนวิศวะนั้นมันหนักมากและเราก็ไม่ค่อยวิชาคณิต ถ้าเรียนจริงคงหนักกว่าคนอื่นมากๆ เลยลองถามดูว่าตัวเองเหมาะกับทางไหน ถ้าไม่มีวิศวะเราก็จะได้ไม่ต้องสนอีก จะได้เดินหน้าในทางที่ถูกเสียทีค่ะ ไม่อยากทำผิดเป็นครั้งที่สอง แต่ถ้าในคำแนะนำมีวิศวะอยู่ด้วย เราก็จะได้รู้และเตรียมตัวสอบและฝึกฝนในวิชาที่ต้องใช้ไว้มากๆค่ะ

ตอนนี้ลังเลมากเลือกไม่ได้ว่าจะไปทางไหน ระหว่างเรียนต่อโททางรัฐศาสตร์หรือบริหาร กับ ลงเรียนตรีวิศวะหรือนิติศาสตร์น่ะค่ะ (ถ้าคณะวิศวะฯนี่ สนใจสาขาคอมพิวเตอร์ ไม่ก็ โยธาค่ะ)

ส่วนเรื่องที่คุณ Phainon บอกมาว่าเป็นคนอ่อนไหวมีอารมณ์ศิลปินนี่จริงค่ะ แต่ไม่ค่อยถนัดศิลป์หรือภาษาเลยค่ะ โดยเฉพาะภาษานี่ถือว่าอ่อนเลยค่ะเจอฟรั่งทีไรเป็นต้องวิ่งหนีทุกที และเวลาเรียนถึงจะชอบเรียนวิชาของสายศิลป์เช่นไทย สังคม แต่เวลาผลสอบออกมากลับได้คะแนนแย่กว่าวิชาวิทย์อีกค่ะ ส่วนเรื่องไปเรียนต่อเมืองนอกนี่คงจะไม่มีโอกาสหรอกค่ะ พ่อแม่เป็นข้าราชการบำนาญมีแค่พอกินพอใช้เท่านั้น เรื่องไปเรียนเมืองนอกคงจะเกินกำลังน่ะค่ะ(แค่เอแบคยังไม่ไหวเลย)

ที่จริงตัวเองก็พอจะมีคณะที่ชอบนะคะอย่างมัณฑนศิลป์ สถาปัตย์ แต่ตัวเองไม่เก่งศิลปะเลยต้องพับโครงการไป เพราะถ้าต้องลงเรียนใหม่จริงๆก็ต้องเสียเวลาติวศิลปะอีกอย่างน้อยก็หนึ่งปีน่ะค่ะ

หนูเลยอยากขอรบกวนช่วยวิเคราะห์และเลือกให้หน่อยจะได้มั้ยคะว่าจะเรียนอะไรดี ระหว่าง ต่อโทรัฐศาสตร์หรือบริหาร กับ เรียนตรีนิติศาสตร์หรือวิศวะฯคอมหรือวิทย์ฯคอม

ป.ล.คุณ Phainon ช่วยเลือกที่ดีและเหมาะกับหนูที่น่าจะทำให้ประสบความสำเร็จที่สุดให้หน่อยนะคะ..หนูอยากได้มุมมองของคนอื่นประกอบการตัดสินใจน่ะค่ะและสุดท้ายแล้วหนูจะเป็นคนเลือกเองค่ะ ขอบคุณมากค่ะ   

ผู้แสดงความคิดเห็น an วันที่ตอบ 2007-01-30 13:26:50 IP : 203.156.68.213


ความคิดเห็นที่ 7 (495851)

ตอบคุณ an,

ในเวปบอร์ดมีข้อจำกัดในการตอบคำถามมากมาก ผมคงตอบได้เป็นประเด็นหลักการกว้างๆ แล้วกัน

1. รัฐศาสตร์ งานก็มีเพียบครับ ไม่ต้องกังวลหรอก เรียนอะไรมา จบมาหางานได้เสมอ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทำงานตรงกับสายที่เรียนมาก็ตาม ยกตัวอย่าง จบวิศวะโยธามา แต่มาทำงานด้านสายการเงินการธนาคาร ก็มีหลายคนครับ รวมถึงตัวผมเองด้วย ลองไปคิดดู รัฐศาสตร์ ไปเป็น HR ก็ได้ ยังเคยมีคนไปเป็น Marketing เลย

2. ผมเริ่มสับสนกับคำถาม และข้อมูลของคุณเองหลายอย่าง เอาเป็นว่าผมประเมินจากดวงคุณแล้วกัน

คุณมักจะตัดสินใจผิดพลาด เพราะว่ามักจะประเมินตัวเอง หรือสิ่งต่างๆ ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือ เข้าใจอะไรผิดๆ เมื่อรวมกับความอ่อนไหวของคุณแล้ว ทำให้คุณเป็นคนที่ยากที่จะตัดสินใจอะไรได้อย่างเด็ดขาด มีความคิด และคาดหวังสูง แต่ไม่กล้าที่จะทำอะไร

คุณควรทำงานอยู่ใน ด้านที่ต้องใช้แนวคิด หลักการเชิงวิชาการ ใช้ปัญญาในการพัฒนา จากอุปสรรค หรือปัญหาที่มีอยู่ สร้างกรอก ระเบียบแบบแผนขึ้นมา

ดูเหมือนจะไปทางด้านงานที่ต้องกำหนดในเชิงนโยบายมากกว่า

ด้านคอมพิวเตอร์ ที่ต้องใช้ลักษณะทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ไม่ตรง

ด้านนิติศาสตร์ อาจเป็นไปได้ แต่ดูจากดวงแล้ว เป็นการที่เราไปเกี่ยวข้องมากกว่าที่คุณจะเป็นเอง (แล้วทำไมถึงคิดว่า นิติศาสตร์ จบมาแล้วหางานง่ายละครับ ส่วนตัวคิดว่าพอๆ กับรัฐศาสตร์)

คงเหลือแต่ด้าน รัฐศาสตร์ และบริหาร ระดับปริญญาโท

ส่วนจะเลือกอะไร ก็ลองไปอ่านคำพยากรณ์ ทั้ง 2 อันของผมแล้วกัน คิดว่าน่าจะไปได้ทั้งสองอย่าง

ผู้แสดงความคิดเห็น Phainon วันที่ตอบ 2007-01-31 16:43:43 IP : 61.90.143.85


ความคิดเห็นที่ 8 (495965)
ขอบคุณคุณ Phainon มากค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น an วันที่ตอบ 2007-01-31 20:38:29 IP : 203.156.70.102


ความคิดเห็นที่ 9 (496023)

มีข้อคิดที่จะเสนอเพิ่มสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ

ทางเลือกของชีวิตไม่ได้มีแค่เรียนต่อ ป.โท หรือ ป.ตรี อีก 1 สาขา ยังมีทางเลือกการทำงาน จะเป็นการเรียนรู้ชีวิตในโลกของความจริงว่าเราพร้อมจะสู้ในสังคมโลกหรือไม่

จากพื้นดวงชะตาจะเห็นว่า เจ้าชะตา (ลูกสาว) เป็นชาวราศีสิงห์ ที่ต้องการความเป็นอิสระ และมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ แม้กระทั่ง จันทร์ในราศีพฤษภอยู่เรือนที่ 5  ซึ่งแสดงถึงความ  ปราถนาที่จะเอาชนะ และต้องการผลตอบแทนที่แน่นอน   แต่ เมอริเดียนที่ราศีตุลบอกถึงความเป็นคนที่ต้องการความสบาย ไม่แกร่งพอที่จะรับผิดชอบหรือเผชิญกับปัยหาที่แท้จริง ลัคนาที่ปลายราศีธนู แสดงถึงความเป็นคนที่มุ่งเป้าหมาย คือมีโครงการเยอะ เห็นอะไรก้อยากทำ อยากได้ และไม่ใช่อยากได้ 1 แต่ฉันอยากได้มากกว่า 1 เสมอ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะลงมือทำ ฉันต้องการความก้าวหน้า ต้องการความสำเร็จ ต้องการผลตอบแทนที่มากเกินคุ้ม แต่ใครก็ได้ทำให้ฉันด้วยนะ ชีวิตเช่นนี้เท่าที่เห็นมา โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีอย่างรวดเร็ว แล้วก็จะทิ้งดิ่งลงมายังจุดเริ่มต้นใหม่

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย วันที่ตอบ 2007-01-31 22:41:24 IP : 125.25.199.116


ความคิดเห็นที่ 10 (496312)

อ.วิโรจน์คะ ถ้าเรารู้ว่าพื้นชะตาเราเป็นแบบนี้ แล้วพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขในจุดบกพร่อง มันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนคะที่จะสามารถเอาชนะดวงชะตาของตัวเองน่ะค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น an วันที่ตอบ 2007-02-01 11:34:43 IP : 203.156.71.136


ความคิดเห็นที่ 11 (496416)

"มันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนคะที่จะสามารถเอาชนะดวงชะตาของตัวเองน่ะค่ะ"

เห็นคำถามของหนูแล้ว มันมีคำตอบในตัวมันเอง เป็นคำตอบที่หนูถามเองแล้วก็ตอบเอง ตอบจากพื้นดวงชะตาของหนู

โหรารศาสตร์คือเรื่องของปรัชญา และปรัชญาคือที่มาของสิ่งต่างๆมากมาย ศาสนาก็คือปรัชญาประเภทหนึ่ง แต่โดยรวมแล้ว หลักปรัชญาและหลักศานาล้วนมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน คือความเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือ หลักธรรม และหลักธรรมก็คือกรรม ดังนั้น การที่เรารู้ธรรมชาติ ก็คือเรารู้กรรม ดวงชะตาของเราก็มาจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ก็คือกรรม ดังนั้น ในหลักปรัชญาหรือหลักศาสนา เราย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกรรมได้ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม หลักธรรมชาติก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหลีกพ้นหลักธรรมหรือหลักกรรมนี้ไปได้ การที่ดวงชะตาของเรากำหนดชีวิตของเรามาแล้ว เราจะเอาชนะดวงชะตานั้นหรือ เรามองดูรอบตัวเราสิว่า ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรานั้น ไม่ว่าร้อน หนาว ฝนตก แดดออก น้ำท่วม เราเคยเอาชนะได้หรือยัง แต่ที่เราอยู่ได้เพราะเราหาวิธีที่จะอยู่กับธรรมชาติต่างหาก เช่นเรารู้ว่า แดดออก เราก็หาที่หลบแดด หรือกางร่ม เรารู้ว่าฝนตก เราก็หหาที่หลบฝน มนุษย์เราทำได้แค่นี้เอง เราไม่สามารถหาวิธีไม่ให้ร้อน ไม่ให้หนาว ได้ แต่เราต้องหาวิธีที่จะอยู่กับธรรมชาติเหล่านั้นให้ได้ ถ้าเราไม่ยอมรับธรรมชาติเราก็ไม่ควรอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เพราะเราเป็นเพียงสิ่งสมมติ ณ ช่วงเวลาหนึ่งในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เราไม่ใช่เจ้าของสรรพสิ่ง

ธรรมชาติของคนราศีสิงห์นั้นมักไม่ยอมรับกติกาของคนอื่น มักที่อยากและต้องการสร้างกติกาให้คนอื่นเดินตาม เหมือนดวงชะตาของใครต่อใคร(คนที่มีชื่อเสียง)ที่เราอาจจะหาตัวอย่างได้ไม่ยาก

ในหลักการแล้ว หากเรายอมรับว่าเราเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องหาวิธีที่จะไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ตนเอง เช่น ถ้าเรารู้ว่าการขึ้นที่สูงนั้นจะทำให้เราว้าเหว่ เราก็อย่าเดินห่างเพื่อนให้มากนัก ทิ้งระยะห่างแต่พอสมควร การรู้จักละวางบ้าง รู้จักความพอเพียง จะช่วยให้เราอยู่ได้อย่างยืนยาวและมั่นคง เราไม่จำเป็นต้อง "ฉวย" โอกาสทุกครั้งที่มี เราต้องถามตนเองก่อนว่า เราต้องการโอกาสนั้นเพื่ออะไร แล้วถ้าเราไม่ฉวยโอกาสนั้นเราเสียหายหรือไม่ .....................

อีกมากมายที่จะพรรณา เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่นั่งคุยกันได้ไม่รู้จบ ค่อยๆคุยกันก็แล้วกันนะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย วันที่ตอบ 2007-02-01 13:52:03 IP : 202.44.210.42


ความคิดเห็นที่ 12 (496468)
ขอบคุณ อ.วิโรจน์ มากค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น an วันที่ตอบ 2007-02-01 14:45:29 IP : 203.156.71.136



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.