ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
เกี่ยวกับเรา Horauranian.com
dot
bulletรำลึกถึง อาจารย์ พลตรี ประยูร พลอารีย์
bulletเจตนารมณ์
bulletติดต่อเรา
bulletโหราพยากรณ์
dot
บทความ
dot
bulletเกร็ดโหรน่ารู้
bulletเจาะลึกโหรา
bulletโหราศาสตร์บ้านเมือง
bulletBlog อ.วิโรจน์
bulletแนะนำตำรา
bulletไพ่ยิปซี จักรราศี (Celestial Tarot)
bulletกระดานถามตอบ
bulletคลังบทความดวงเมืองเศรษฐกิจ 2550-2552
bulletคลังกระทู้โหราศาสตร์ที่น่าสนใจ
dot
บทความน่าสนใจ
dot
bulletประเทศไทยหลังคดียึดทรัพย์ 2553
bulletReturn of Great Depression?
bulletChange! ผู้นำยุคใหม่ของโลก
bulletเรือนชะตาจันทร์ 28 เรือน
bulletโหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์
bulletเลือกฤกษ์มงคลด้วยตนเอง
bullet6 ขั้นตอนเพื่อการดูหมออย่างคุ้มค่า
bulletชนะใจคนรัก 12 ราศี
dot
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
dot
bulletเพจ โหราศาสตร์ยูเรเนียน โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
bulletโหราศาสตร์ยูเรเนียน โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
bulletCelestial Strategist Blog
bulletBlog โหราเศรษฐกิจ
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ




ชีวิตของผม กับโหราศาสตร์ ตอนที่ 10 คนโชคดี คนเล่นหวย กับคนเล่นหุ้น เป็นคนละคนกัน ตอนที่ 2
วันที่ 24/01/2018  15:16:56 PM ,ผู้เข้าชม : 182

โดย อ.วิโรจน์​ กรดนิยมชัย
12 ธันวาคม 2561

นโชคดี คนเล่นหวย กับคนเล่นหุ้น เป็นคนละคนกัน ตอนที่ 2

ตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องความโชคดีของผมกับการถูกรางวัลเลขท้ายล๊อตเตอร์รี่ ก็มีผู้ที่เข้ามา comment บอกว่า ขณะที่เดินในที่ปั๊มน้ำมัน มีแม่ค้ายื่นล๊อตเตอร์รี่ เลข 33 ให้ 4 ใบ แต่ไม่ได้ซื้อ นี่เป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์ที่ว่า เป็นคนที่ไม่มีโชค เพราะเลขที่เห็นอาจจะไม่ใช่เลขที่มีอยู่ในใจที่ต้องการ หรือไม่ใช่คนที่ชอบซื้อล๊อตเตอร์รี่ จึงไม่ซื้อ จึงไม่ถูกรางวัล แต่ถ้าเป็นผม เมื่อรู้ว่าจะมีโชค ผมจะซื้อ แม้ว่าแม่ค้าล๊อตเตอร์รี่ตามต่างจังหวัดมักจะต้องขายเกิน 80 บาทแน่นอน

หวย กับสังคมไทยแยกกันไม่ได้ นับตั้งแต่ประเทศไทยมี หวย ก ข เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบ เพิ่มราคา หรือจะอะไรก็แล้วแต่ คนเล่นหวยก็ยังเหนียวแน่น กับความหวังอันน้อยนิดนี้ไม่เสื่อมคลาย จึงทำให้มีการตั้งตนเองเป็นอาจารย์ใบ้หวยกันทั่วบ้านทั่วเมือง สื่อในทุกรูปแบบก็สนับสนุนให้คนไทยยังคงงมงายกับความหวังนี้ เพราะเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มหาศาลจากการโฆษณา “เลขเด็ด” รวมทั้งจะมีนักต้มตุ๋มทำตัวเป็นนักคำนวณเลขเด็ดโชว์ตามริมถนนที่มีผู้คนสัญจรมากๆ ด้วยการให้หน้าม้ามารุมล้อมดู และซื้อเลขเด็ด ชี้นำให้คนจิตอ่อนหลงเชื่อและซื้อตาม คนที่ซื้อหวย มักเป็นคนจน และคนที่มีรายได้น้อยแต่อยากใช้เงินมากๆ รวมทั้งคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานก็จะซื้อหวย เพราะต้องการเงินมาซื้อเสื้อผ้า และของใช้ แทนที่จะใช้จ่ายอย่างประหยัดตามเศรษฐานะของตนเอง

ผมยกตัวอย่างกรณีของผมเองที่ระยะนี้เป็นช่วงที่มีโชคจากดาวศุกร์ คือ การเงิน ความสุข ความนิยมชมชอบ และความรัก ซึ่งผมยังคงได้รับอิทธิพลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกัน อิทธิพลจากดาวศุกร์ ก็ทำให้ผมต้องใช้จ่ายเงินด้วยเช่นกัน เพื่อซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก ซื้อเสื้อผ้า ของใช้ที่อยากได้ เพราะในความเป็นจริงของธรรมชาติ คือกฏแห่งความสมดุลย์ เมื่อมีรับ ก็ต้องมีจ่าย ดาวศุกร์ให้ผมได้เงิน ผมจึงใช้เงินเพื่อให้ตนเองได้รับสิ่งที่พึงพอใจด้วย ถ้าเรารับมาโดยไม่ยอมจ่ายออก มันจะกลายเป็นการสะสมพอกพูนกิเลส ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย คนที่เอาแต่ทำงานหาเงินมากๆ เก็บไว้ไม่ยอมใช้ ถามว่า รวยมั้ย เขาอาจจะตอบว่า ยังไม่รวย เพราะ คำว่ารวย ไม่มีนิยามชัดเจนว่า “เท่าไหร่” คนเหล่านี้หลายคนต้องเอาเงินที่พอกพูนมาใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลด้วยโรค เบาหวาน ไขมันพอกตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพราะเขารับมาแล้วไม่ยอมจ่าย “แต่โดยดี” ธรรมชาติจึงจัดสรร คิดบัญชีบวกดอกเบี้ย บันดาลให้เจ็บป่วย

อะไรคือความแตกต่างระหว่างคนโชคดี กับคนเล่นหวย

คนเล่นหวย คือคนที่ “เฝ้าซื้อตัวเลข” สารพัดเลขที่จะสรรหามาได้ ตั้งแต่เลขทะเบียนบ้าน เลขทะเบียนรถ เลขจากวันเดือนปีเกิด เลขเบอร์โทรศัพท์ ตลอดจนไปเสาะแสวงหาเลขเด็ดจากที่ต่างๆ รวมไปถึงการหาเลขเด็ดจาก ต้นไม้ ก้อนหิน ความผิดปกติของสัตว์ที่เกิดมาพิการ เลขจากความฝัน อายุคนดัง อายุคนตาย ตลอดจากหมอดูก็เสนอเลขจากดวงดาว ซึ่งมีทั้งหมอดูจริง หมอดูปลอม สารพัดเกจิย์ ทั้งห่มเหลือง ห่มขาว หัวโล้น หัวขาว หัวดำ ร่างทรงสารพัด ธุรกิจขายตัวเลขทำให้บรรดาบุคคลเหล่านี้ บางคนมีรายได้มากกว่าคนเล่นหวย

ความเชื่อ ความงมงาย อยากรวยโดยไม่ต้องทำงาน เหล่านี้ คือคุณสมบัติอย่างหนึ่งของคนเล่นหวย ผมเคยซื้อมั้ย ก็ตอบตรงๆว่าเคย เพราะเมื่อก่อนก็เคยเชื่อในเรื่องศาสตร์ของตัวเลขแต่ผมเป็นคนที่ไม่มีโชคลาภจากการดูเรื่องตัวเลข จึงไม่เคยถูกรางวัล มีลูกศิษย์ของผมบางคนสามารถประเมินสถานการณ์ต่างๆเป็นตัวเลข แล้วก็ไปซื้อได้เงินรางวัลบ่อยๆ เพราะในดวงชะตาของเขามีโชคในเรื่อง “การได้รับจากความสูญเสียของผู้อื่น” เขาก็ทำงานกินเงินเดือนเหมือนพนักงานบริษัททั่วไป แต่เพราะเขามีโชคในด้านนี้ เขาจึงวิเคราะห์ตัวเลขได้ และเขาจะมาเฉลยให้ฟังว่า เขาวิเคราะห์อย่างไร เมื่อหวยออกแล้วทุกครั้ง คนที่ไม่มีดวงแบบนี้ ได้เลขไปก็ไม่ถูก เพราะ “ซื้อไม่เป็น”

คนเล่นหวย ทุกวันนี้ก็เหมือนคนที่เล่นการพนัน คือ หาเลขเด็ดมาซื้อ แล้วก็รอให้หวยออก ถูกก็ได้เงิน ผิดก็เสียเงิน (งวดหน้าก็เอาเงินไปให้กองสลากฯ หรือเจ้ามือหวยอีก) แตกต่างจากคนโชคดี ซื้อเลขอะไรก็ถูกรางวัลได้เงิน นี่ คือข้อแตกต่างระหว่างคนมีโชค กับคนเล่นหวยทั่วๆไป

คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น

จริงส่วนหนึ่ง เพราะทุกวันนี้ คนที่เล่นหวย ส่วนใหญ่คือคนจน หรือคนที่มีรายได้น้อย แต่คนที่เล่นหุ้น มีในทุกระดับฐานะ คนเล่นหุ้นส่วนหนึ่งที่เรียกว่าแมงเม่ารายวัน ก็มีสภาพไม่ต่างไปจากคนเล่นหวย คือตามแห่ หุ้นเด็ด หุ้นปั่น หรือหุ้นที่มี Insider เอาเงินที่มี หรือกู้มาซื้อหุ้นเด็ด แล้วก็รอให้ตลาดทำราคา ขึ้น-ลง ซื้อตอนหุ้นขึ้น และขายตอนหุ้นตก บรรดา “กูรูหุ้น” ที่มีชื่อเสียงหลายคนมาแนะนำวิธีเล่นหุ้นสารพัดให้ดูทั้ง Technical กราฟ ค่าต่างๆ ตามทฤษฎีการเล่นหุ้น แต่ในข้อเท็จจริง บรรดาคนเหล่านี้ที่ร่ำรวยจากหุ้น หลายคนซื้อหุ้นมาตั้งแต่สมัยการเปิดตลาดหุ้น หุ้นหลายตัวมีความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน มากว่า 40 ปี มูลค่าของหุ้นก็สูงขึ้นตามเวลา ต้นทุนของเขาวันนั้น ไม่ใช่มูลค่าหุ้น ณ วันนี้ นักลงทุน (ชื่อเรียกโก้เก๋) รายใหม่ที่ซื้อตำรา จ่ายเงินค่าเรียนวิธีเล่นหุ้น หมดเงินไปมากมาย สุดท้าย วิ่งหาหมอดู ผมเชื่อว่า คนเล่นหุ้น เกิน 50 % ดูดวง และ/หรือถูกหมอดูหลอกให้เรียนวิชาเล่นหุ้น หมดเงินไปคนละมากมาย แล้วก็เดินหน้าหาหมอดูต่อไป เหมือนคนเล่นหวยที่ตามหาตัวเลขจากแหล่งเกจิอาจารย์สารพัด เงินค่าซองหวย เงินค่าบทเรียนเพื่อจะเล่นหุ้น หากเราเก็บเอาไว้ อาจจะมากกว่าผลกำไรที่คาดว่าจะได้จากการซื้อหวย หรือเล่นหุ้นด้วยซ้ำไป

ทุกวันนี้หมอดูหลายคนหันมาเอาดีจากการเปิดสอนดูหุ้น ด้วยการผสมการดูกราฟ และข้อมูลหุ้น กับดวงชะตา เรียกว่าอะไรที่คว้ามาได้เอามาผสมใช้หมดทุกสิ่งอย่าง เคยมีนักเล่นหุ้นหลายราย ติดต่อให้ผมสอนวิธีดูหุ้นว่าตัวไหนจะดี ปัจจุบันผมปฏิเสธไปทุกราย เคยมีอยู่รายหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว เป็นนักเล่นหุ้นระดับมีชื่อเสียง มี insider ที่ถูกต้องด้วย แต่ก็ยังอยากเรียนวิธีดูหุ้นด้วยโหราศาสตร์ยูเรเนียนจากผม ผมก็ตั้งเงื่อนไขว่าต้องเรียนเหมือนนักเรียนทั่วๆไป เพื่อให้ดูดวงชะตาตนเอง ดูดวงชะตาสิ่งต่างๆให้คล่องเสียก่อน จึงจะประยุกต์มาใช้ดูหุ้นได้ “เขา” ก็ทำทีว่าเรียนตามที่ผมบอก แต่สังเกตดูขณะที่เรียน เขาไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมสอนเลย รอเพียงว่า เมื่อไหร่ผมจะสอนจบหลักสูตร 100 ชั่วโมง แล้วจะถามวิธีดูหุ้น ซึ่งผมก็อธิบายบางสิ่งให้ไป แล้วเราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย ซึ่งผมแน่ใจว่า เขาดูไม่ได้อย่างแน่นอน ทุกวันนี้ ผมจึง “ไม่รับสอนการดูหุ้น” เพราะมีบทเรียนมาจากอาจารย์ของผม คือ อาจารย์พลตรีประยูร พลอารีย์ ท่านสอนโหราศาสตร์ สมันนั้นตลาดหุ้นเพิ่งเปิดใหม่ๆ ก็มีนักเล่นหุ้นมาเฝ้าอาจารย์ในทุกวันที่สอน เพื่อจะถามว่า สัปดาห์หน้าควรซื้อหรือขายหุ้นตัวไหนดี ซึ่งในตอนนั้นผมเข้าใจว่า ทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนได้พอสมควร เพราะแรงซื้อขายหุ้น ไม่ตรงตามทฤษฎีของตลาดหุ้น ก็คงจะมีการตรวจสอบค้นหาสาเหตุ ว่านักเล่นหุ้นส่วนหนึ่งดูดวงกับอาจารย์ แล้วเอาไปขยายผลเล่นหุ้นตามกัน และสิ่งที่นักเล่นหุ้นบางคนตอบแทนให้อาจารย์ ด้วยการให้ค่าตอบแทนเป็นหุ้น ซึ่งอาจารย์เป็นนักโหราศาสตร์ดูเรื่องหุ้นเพื่อการศึกษา ค้นคว้า เพื่อจะนำมาเขียนตำรา โหราศาสตร์เศรษฐกิจ (เหมือนนักโหราศาสตร์ในต่างประเทศที่เขียนหนังสือขายจนร่ำรวยกัน โดยไม่ต้องเล่นหุ้น)ไม่ได้เป็นนักเล่นหุ้น และไม่มีเวลาไปดูแลหุ้น จนในที่สุด หุ้นตัวนั้นก็หมดมูลค่าไปโดยไม่ต้องทำอะไรเลย

คนโชคดี กับ คนเล่นหวยและหรือ คนเล่นหุ้น จึงเป็นคนละคนกัน

คนโชคดี ต้องพิจารณาว่า โชคดีจากดาวดวงไหน และโชคดีเรื่องอะไร และทำตัวให้ถูกต้องตามดาวก็จะมีโชคดี

คนเล่นหวย เฝ้าตัวเลข ตามหาตัวเลข ถ้าวันที่หวยออกไม่มีโชค ทำยังไงก็ไม่ถูกหวย หรือไม่ได้เงิน เหมือนคนเล่นการพนันที่ คนเล่นไม่เคยชนะเจ้ามือ

คนเล่นหุ้น ถ้าไม่มีโชคจากการเล่นหุ้น แต่เล่นเพราะความอยากรวย หรือเพราะความโลภ ไม่มีโอกาสรวยจากหุ้นอย่างแน่นอน เพราะเจ้ามือบ่อนหุ้นมีหลายคน ทั้งเจ้าของกิจการที่มีคนติดตามราคาหุ้นของตนเอง นักปั่นหุ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งโอกาสและจังหวะในการเสนอซื้อ หรือเสนอขายที่ไม่พอดีกับที่ต้องการ เป็นเพราะไม่มีโชคดี ณ ขณะนั้นนั่นเอง

ทุกข้อความที่เขียนมานี้ เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ที่ผมพบ เห็น และผ่านมาแล้วในชีวิตของตนเอง ไม่ได้ต้องการเป็นปฏิปักษ์กับใคร และไม่ใช่การเชิญชวนให้คนมาเรียนโหราศาสตร์กับผม ผู้ที่อยากเรียนโหราศาสตร์ ขอให้เรียนด้วยความรักและศรัทธา จะเรียนวิชาอะไรก็ได้ จะเรียนกับอาจารย์ท่านใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผม ถ้าเรียนโหราศาสตร์เพราะอยากรวยหุ้น หรือคำนวณเลขเด็ด คุณเก็บเงินค่าใช้จ่ายต่างๆฝากธนาคาร หรือซื้อหุ้นที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอดีกว่าครับ

ชีวิตของผม กับโหราศาสตร์ ตอนที่ 9 คนโชคดี คนเล่นหวย คนเล่นหุ้น เป็นคนละคนกัน
วันที่ 24/01/2018  15:09:38 PM ,ผู้เข้าชม : 125

 โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
7 ธันวาคม 2560

คนโชคดี คนเล่นหวย คนเล่นหุ้น เป็นคนละคนกัน

เราจะเห็นพวกนักใบ้หวย ออกคำโฆษณาหากินกันมากมายตั้งแต่ยังไม่มีอินเตอร์เนท ขายซองเลขเด็ด สารพัดอาจารย์ดัง มีขายทุกงวด คนซื้อก็ไม่เข็ด ผิดกี่ครั้งก็ยังหาซื้อซองเลขเด็ด หลายคนต้องเป็นหนี้มากมาย และหนึ่งในมูลหนี้ของคนไทยก็คือ หนี้จากการพนัน และการซื้อหวย

มาในยุคสมัยนี้ โลกเจริญก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค ความงมงายในเรื่องการใบ้หวยก็เกาะยุคไม่ตก Trend บรรดาหมอดู แต่งตัวแปลกๆประหลาดๆ ออกคำทำนายทายทักลงอินเตอร์เนททุกวัน

“ระยะนี้คน 8 ราศีนี้จะมีโชค” พอเริ่มมีคนแซวว่า เกือบครบ 12  ราศีแล้วนะมันคงต้องมีถูกกันบ้างแหล่ะ ระยะหลังๆนี้ ก็ค่อยๆลดจำนวนราศีลงมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ในหลักวิชาโหราศาสตร์ เป็นไปไม่ได้หรอกที่ แค่ราศีเกิดของคนอย่างเดียวแล้วจะทายว่าดวงดี มีแต่คนที่ยังหลงงมงายเท่านั้นที่เชื่อ และอีกพวกหนึ่งคือ “พวกไม่เชื่ออย่าลบหลู่” พวกนี้ก็มักจะแอบกระโจนติดหลังแหไปกับเขาด้วย กลัวเพื่อนรวยแล้วตกขบวนคนเดียว

หวยกับสังคมไทยคงแยกขาดจากกันไม่ได้ รวมถึงคนทั้งโลกด้วย เพราะล๊อตโต Lotto มีทุกประเทศ ตราบใดที่ผู้คนยังมีความอยากรวยก็จะต้องหาวิธีการ และวิถีทาง เพื่อให้ประสพความสำเร็จ มากหรือน้อย ก็แล้วแต่วาสนาของแต่ละคน ผมชอบคำนี้ “วาสนาของแต่ละคน” ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งในช่วง 1-2 เดือน มีโชคลาภติดต่อกันหลายโอกาส ไปต่างประเทศ โยก Slot Machine ครั้งเดียว เงินไหลออกมาคิดเป็นเงินไทยแล้วแสนกว่าบาท แล้วยังมาถูกล๊อตเตอรี่อีกหลายใบ เพื่อนๆของเขาสอบถามกันเกรียวกราวว่า “โชคดีจริงนะ งวดหน้ามีเลขเด็ด บอกกันบ้างสิ” แกก็ตอบเพื่อนๆไปว่า “ของอย่างนี้อยู่ที่วาสนาของคน บอกใครไม่ได้”

คนจีนเมื่ออายุครบ 60 ปีจะจัดงานเลี้ยงวันเกิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่าจัดงาน “แซยิก” (ซึ่งเท่าที่ได้ยินมาไม่รับรองว่าถูกหรือไม่) ภาษาจึน คำว่า แซยิก แปลว่า วันเกิด ที่นิยมจัดวันแซยิกใหญ่ที่อายุ 60 ปี เพราะเป็นการครบรอบวันเกิดครั้งสำคัญตามหลักโหราศาสตร์ คือ ครบรอบการโคจรของดาวเสาร์รอบละ 30 ปี ครบ 2 รอบก็คือ 60 ปี และครบรอบการโคจร 5 รอบของดาวพฤหัสรอบละ 12 ปี ครบ 5 รอบก็คือ 60 ปี เป็นการครบรอบเพียงครั้งเดียวของการมีชีวิต 1 ชาติ เสาร์ คือการเปลี่ยนแปลง พฤหัส คือโชคลาภ และความสำเร็จ ดังนั้นเมื่อคนที่สามารถรักษาชีวิตให้ผ่านมาถึง 60 ปีได้ จึงนับว่าเป็นคนที่ประสพความสำเร็จมาแล้วในระดับหนึ่ง จึงต้องเลี้ยง “แซยิก” เพื่อให้ชีวิตที่จะดำเนินต่อไปมโชคลาภ และความสำเร็จต่อไป

แต่ในความเป็นจริงของแต่ละดวงชะตา คนที่อายุถึง 60 ปีก็ไม่ได้ประสพความสำเร็จกันทุกคน เพราะ ดวงชะตาของแต่ละคน “มีขีดจำกัด และขอบเขตของวาสนาของดวงชะตาที่แตกต่างกัน” ดังนั้น เรื่องที่ใครจะมีโชคหรือไม่จึงเป็นเรื่องของวาสนาของแต่ละคน ผมมีเพื่อนรุ่นพี่ ชื่อโชค แต่งงานกับภรรยา ชื่อวาสนา คงเป็นเหตุบังเอิญ มากเลยที่คนทั้งสองแต่งงานครองรักกันจนวันนี้อายุเกิน 60 ปีแล้ว แต่ผมก็ไม่เห็นว่าพี่ทั้ง 2 คนจะร่ำรวยอะไรมากมาย เป็นคนที่สมถะ ใช้ชีวิตเหมือนชนชั้นกลางทั่วๆไป ทำให้ได้ข้อคิดว่า “ชื่อนั้น สำคัญไฉน”

ในทางดาราศาสตร์ วงรอบการโคจรของดาวเสาร์ 1 รอบจักรราศีนั้น ประมาณ 28.5 – 29.5 ปี ไม่ถึง 30 ปี แต่ที่เรียก 30 ปีนั้นเป็นการพูดแบบตัวเลขกลมๆ และพฤหัสก็ไม่ใช่ รอบ 12 ปี แค่ 11 ปีเศษ ระยะการโคจรของดวงดาวในดวงชะตาของแต่ละคนมีความไม่เท่ากัน และนี่คือมูลเหตุหนึ่งที่ ทำให้แต่ละคนจึงมีชีวิตที่ไม่เท่ากัน และการครบรอบของดาวทุกดวงก็ไม่ได้ครบรอบตรงกัน หรือพร้อมกัน เรื่องเหล่านี้ นักโหราศาสตร์ที่สนใจศึกษาปรัชญาเหล่านี้เท่านั้นที่จะรู้ เพราะความรู็เหล่านี้ เป็นหนึ่งใน “กิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” ที่ผมถนัดนัก แม้ว่าจะไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ทำให้เราเข้าถึงความเป็นโหราศาสตร์มากขึ้น และเข้าใจ “ความลึก” ของมนุษย์มากขึ้นด้วย

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมก็ดูดวงชะตาตนเองตามปกติที่เมื่อมีเวลาว่างก็จะค้นหาเหตุการณ์ในดวงชะตาของตัวเองเอาไว้ และจดบันทึกเอาไว้เพื่อตรวจสอบว่า จะเกิดเหตุการณ์จริงตามที่พยากรณ์เอาไว้หรือไม่ ก็พบว่า ในวันที่ 1 ธันวาคม ผมจะได้รับ “อิทธิพลจากดาวศุกร์” ดาวศุกร์ คือดาวความสุข ความรัก การเงิน เพราะเมื่อมีเงินก็มีความสุข มีความรักก็มีความสุข

ผมก็ทดลองดูว่า ผมจะมีวาสนาจริงหรือไม่ เมื่อตรวจดวงชะตาของตัวเองก็จะรู้ว่า ควร”ลงมือทำให้ได้เงิน” ในวันไหน ผมก็เลือกร้านขายล๊อตเตอรี่โดยดูหน้าตาของแม่ค้าประกอบด้วยว่า “คนนี้ใช่แล้ว” แม่ค้าคนนี้ก็เป็นชาวบ้านธรรมดา เจ้าเนื้อเล็กน้อย คือมีความสมบูรณ์ในตัวเองตามลักษณะของคนดาวศุกร์ ผมก็ตรงเข้าไปที่แผงล๊อตเตอรี่ เห็นป้ายราคา 80 บาท ก็พอใจว่า วันนี้ลงทุนตามที่สำนักงานสลากกินแบ่งบอกว่า ล๊อตเตอรี่ราคา 80 บาท (เพราะก่อนหน้านี้ล๊อตเตอรี่จะขายตามราคาของสำนักงานสลากกินแบ่งยี่ปั๊ว มาตลอด คือ 90-100 บาท บางงวดที่ใกล้เปิดเทอม ราคาอาจจะสูงถึง 120 บาท อันนี้เป็นราคาขายปลีกใบเดียว แต่ถ้าเป็นราคาหวยชุด ก็อีกเรื่องหนึ่ง) ผมก็เลือก เลขของดาวโชคลาภประกอบ คือเลข 3 แล้วก็มองหาเลขประกอบกันว่าจะเป็นเลขอะไรดี ก็พลันเห็นเลข 33 ลองเอามือคลี่ดูเห็นว่ามีหลายใบ ตัดสินใจบอกแม่ค้า “ลองนับดูสิว่ามีกี่ใบ” แม่ค้าก็ดึงเลข 33 ทั้งปึกไปนับ 3 เที่ยว เพื่อให้แน่ใจว่านับถูกต้อง ผมก็ยืนนับด้วย “2,160 บาท” แม่ค้าบอกราคามาอย่างว่องไว สมกับเป็นแม่ค้าขายล๊อตเตอรี่มืออาชีพ ผมยืนคิดคำนวณสักครู่ ก็หยิบเงินให้แม่ค้าไป แล้วก็พับล๊อตเตอรี่ใส่กระเป๋า แล้วก็ไม่ได้หยิบขึ้นมาดูอีกเลย

จนถึงวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม ขณะที่กำลังสอนโหราศาสตร์อยู่ใกล้หมดเวลาแล้ว 15:45 น. ผมก็หยิบมือถือ เปิดไลน์ เพราะมักจะมีคนโพสต์ผลการออกสลากมาแชร์กัน พอเห็นเลข 33 ผมก็บอกกับลูกศิษย์ว่า ผมถูกเลขท้าย 33 จำนวน 27 ใบ แต่ไม่ได้หยิบล๊อตเตอรี่ขึ้นมาดู เพราะคิดว่า ผมคงเก็บเอาไว้ที่บ้าน พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ค้นหาล๊อตเตอรี่ว่าอยู่ที่ไหน จำได้ว่าใส่กระเป๋าเอาไว้ และหยิบมาดูที่บ้าน ค้นหาหลายที่จนในที่สุดก็เจอว่าอยู่ในกระเป๋าที่ผมใส่ของนี่เอง ผมต้องเก็บล๊อตเตอรี่ไว้ที่บ้านจนถึงวันจันทร์ เพื่อจะเอาไปขึ้นเงินกับแม่ค้าล๊อตเตอรี่อีกคนหนึ่งที่ผมเคยไปขึ้นเงินเลขท้าย 2 ตัว เพียงใบเดียว หล่อนเรียกค่าบริการ 2.50 บาท หรือร้อยละสิบสลึง ถ้าผมรีบไปธุระ และเชื่อใจหล่อนก็ให้ฝากล๊อตเตอรี่ไว้แล้วตอนเที่ยงจะโอนเงินเข้าบัญชีให้

ด้วยความที่หล่อนคนนี้มีประวัติที่ไม่ค่อยดี ผมจึงทำทีเป็นลังเล ในขณะนั้นก็มีหญิงาวคนหนึ่งเดินมาขอขึ้นเงินด้วย เธอถูกเลขท้าย 2 ตัวเพียง 1 ใบ เธอก็ถามแม่ค้าว่า หักเท่าไหร่  แม่ค้าล๊อตเตอรี่บอก “2 บาท” มันทำให้ผมตัดสินใจได้ทันทีว่า ผมจะไม่ยอมเสียค่าโง่อีกต่อไป จึงเดินออกมาโดยไม่พูดอะไร แล้วก็เพราะที่ผมโชคดี ทำให้เจอรุ่นน้องที่เคยทำงานด้วยกัน ผมก็ถามว่า ปกติน้องไปขึ้นเงินที่ไหน น้องก็บอกว่า มีเพื่อนอีกคนหนึ่งไปขึ้นเงินแถวสะพานควาย คิดแค่ “หกสลึง” โอ้โห ผมประหยัดเงินได้อีกร้อยละบาทเลยนะนี่  น้องคนนี้ผมไว้ใจมาก เพราะรู้จัก และทำงานด้วยกันมา 30 กว่าปี ผมก็ฝากล๊อตเตอรี่ให้ไป วันรุ่งขึ้นน้องคนนี้ก็โทรมาหาผม “พี่ถูกเลขหน้า 3  ตัวด้วย ทำไมไม่บอก” ผมก็บอก “อ้าว นึกว่าบอกแล้ว ขอบใจนะที่เตือน” และที่ผมโชคดี คือ ผมคิดเงินผิด คิดว่า ผมจะถูกรางวัลได้เงินแค่ 48,000.- ซึ่งที่จริงแล้ว ผมจะได้เงิน 58,000.- ถ้าผมเชื่อใจแม่ค้าคนเมื่อวานนี้ เงินของผมจะหายไปอีก 10,000.- โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย ผมให้รางวัลน้องคนนี้ ไป 1,000.-  แต่น้องคนนี้ขอรับเพียง 500.- บาท

นี่คือรายละเอียดที่ผมเขียนมายืดยาว เพราะ นี่คือความโชคดีของผม ง่วงนอนแล้วคงต้องจบตอนนี้ไว้แค่นี้ก่อน แล้วจะมาเขียนต่อในเร็วๆนี้กับเรื่องของคนเล่นหวย และคนเล่นหุ้น

ชีวิตของผม กับ โหราศาสตร์ ตอนที่ 8: หมอดูกับการตบทรัพย์และตลาดหุ้น
วันที่ 24/01/2018  14:55:37 PM ,ผู้เข้าชม : 119

โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
12 พฤศจิกายน 2560

หมอดูกับการตบทรัพย์

เมื่อหลายปีมาแล้วขณะที่ผมร่วมงานพยากรณ์ในงานกาชาดที่สวนอัมพร ซึ่งมีร้านหมอดูเช่าพื้นที่ เปิดกันมากมาย แอบตามร้านอาหาร หรือตามหน่วยงานต่างๆภายในงาน มีลุงคนหนึ่งจูงลูกสาวตัวน้อยเดินเข้ามาในร้านภริยาตุลาการ ที่ผมนั่งประจำในงานกาชาด ซื้อบัตรสำหรับพยากรณ์”มานั่งรอ  และถึงคิวที่ได้ดูดวงกับผม ระหว่างที่ผมดูดวงให้ ลุงก็เอ่ยขึ้นมากับผมว่า

“แล้วต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ด้วยมั้ย”

ผมก้เลยถามว่า “ทำไมต้องสะเดาะเคราะห์” ลุงถึงเล่าเรื่องให้ฟังว่า

เมื่อสักครู่ ระหว่างเดินเข้ามาในงาน เดินผ่านร้านค้ามากมาย ก็มีคนมาชักจูงให้ดูดวง บอกว่า ดูดวงฟรี 3 ข้อ พูดจาหว่านล้อมจนลุงต้องยอมเดินเข้าไปดู ทั้งๆที่ไม่ได้คิดว่าจะมาดูดวงชะตา ลุงมาจากลพบุรี แค่อยากพาลูกสาวมาเที่ยวดูงานกาชาดเท่านั้นเอง

หมอดูบอกว่า “ลุงกำลังจะโชคดี แต่มีเคราะห์ ถ้าไม่สะเดาะเคราะห์อาจะถึงบาดเจ็บล้มตายได้”

ลุงก็ถามไปว่า แล้วต้องทำอย่างไร ตามประสาคนต่างจังหวัดซื่อๆคนหนึ่ง

เข้าทางของหมอดู “ลุงต้องไปทำพิธีไหว้ ….. หมอจะจัดการทำพิธีให้ มีค่าใช้จ่าย 5,999 บาท” ลุงบอกว่า ผมมไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก หมอดูก็ลดราคาลงมา “2,000” ลุงก็บอกมีไม่ถึง ต่อรองลดราคากันหลายครั้ง หมอดูลดราคาต่อรองลงมาจนเหลือ “199 บาท” ลุงก็ยอมจ่ายให้ เพื่อจะได้พ้นจากขุมนรกนั้นเสียที

ฟังจากคำบอกเล่าของลุงแล้ว ทำให้คิดถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินมา หมอดูพวกนี้ใช้ “มุก”เดียวกันทุกคน

ผมจึงบอกลุงไปว่า “ลุงกำลังโชคดี คือขายที่ได้ หมอดูพวกนี้ก็เลยเอาเรื่องเคราะห์ร้ายมาตบทรัพย์ เพื่อให้ลุงจ่ายเงินให้ ถ้าลุงใจอ่อนจ่ายเงินให้ อีกไม่นานลุงก็ขายที่ได้ ก็จะกลายเป็นว่า โชคดีนะที่สะเดาะเคราะห์ไปแล้วกับหมอดูคนนั้น ไม่อย่างนั้นอาจจะมีเคราะห์ร้าย ซึ่งแท้จริงแล้ว ลุงไม่ต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์เลย เพราะอีกไม่น่าลุงก็จะขายที่ดินได้เอง โดยไม่ต้องเสียเงินทำพิธีอะไรเลย”

นั่งคุยให้ลุงสบายใจอีกครู่หนึ่ง ลุงก็เดินจากไป

อีก 1 ปีผ่านไป ผมเห็นลุงคนนี้มาที่ร้านพยากรณ์ที่ผมนั่งอยู่อีก ลุงนั่งรอตั้งแต่เที่ยงวัน จนถึง 4 โมงครึ่ง แกก็เดินมาหาผม แล้วพูดว่า “ขอกลับก่อนนะครับ พรุ่งนี้จะมาใหม่” ผมก็ถามกลับไป “ลุงคิวที่เท่าไหร่ อ๋อ อีก 1 คิวก็จะได้ดูแล้ว” ลุงบอกว่า ” ผมมาจากลพบุรีตั้งแต่ 6 โมงเช้า นั่งรถออกมาจากหมู่บ้าน ต่อรถจากตัวเมือง เพื่อมาที่นี่ก้เที่ยงวัน แล้วรถที่จะกลับเข้าหมู่บ้านคันสุดท้ายจะหมดตอนเย็น จึงต้องรีบกลับ ไม่อย่างนั้นจะตกรถ” ผมจึงบอกลุงไปว่า “ลุงน่าจะบอกผมนะ จะได้ขอแทรกคิวให้” ลุงบอก “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้จะมาใหม่” ผมเลยบอกลุงไปอีกครั้ง “พรุ่งนี้ ลุงมาหาผมได้เลย ไม่ต้องซื้อบัตรใหม่ ผมจะเก็บบัตรของลุงเอาไว้ให้”

วันรุ่งขึ้น ลุงก็มาถึงตามเวลาที่แกบอกเอาไว้ ลุงเล่าให้ฟังด้วยความดีใจว่า “เมื่อปลายปีที่แล้ว เมียขายที่ได้ตามที่อาจารย์บอก ก็เลยอยากจะมาแจ้งข่าวให้รู้  วันนี้ก็อยากจะมาถามเรื่องการเรียนของลูก”

ผมก็ดูดวงให้ตามที่ลุงบอก และหลังจากนั้น ลุงก็เป็นลูกค้าประจำงานกาชาดของผมอีกประมาณ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่มาเจอกันลูกสาวตัวน้อยที่ตามมาด้วยก็เป็นเด็กสาวแล้ว เรื่องราวของลุงคงไม่มีอะไรที่อยากรู้อีก แล้วเราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย

เรื่องราวของลุง เป็นอีก 1 เรื่องที่ฉายหนังซ้ำซากของวงการหมอดูตบทรัพย์ ที่ช้เล่ห์เพทุบายซ้ำซากเพียงมุกเดียว หมอดูจะไม่เรียกทำพิธีสะเดาะเคราะหืกับคนที่มีความทุกข์หรือกำลังเดือดร้อนและต้องการหาทางออกของชีวิต เพราะ หมอดูพวกนี้ก็รู้ว่า สะเดาะเคราะห์ไปแล้วก็ทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีไม่ได้ ดังนั้นหมอดูพวกนี้ ที่จริงแล้วก็พอจะดูดวงได้ระดับหนึ่ง จึงมักจะดูคนที่มีลักษณะ ขี้วิตกกังวล คล้อยตามหมอดู เชื่อคนง่าย และที่สำคัญกำลังดวงดี มีโชคจากอะไรก็ตาม ดังเช่นลุงคนนี้

การสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตานั้นฝังรากลึกลงในความเชื่อของคนในสังคมไทยส่วนหนึ่ง ที่ต้องการความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เวลาจะทำอะไรก็จะไปบนบานสานกล่าว ขอให้ได้ผลสำเร็จตามที่อยากได้ เช่น อยากได้ตำแหน่ง นอกจากจะเสียเงินวิ่งเต้นกับนายหน้าแล้ว ยังไปเสียเงินค่าสะเดาะเคราะห์อีกด้วย

อีกคำพูดหนึ่งที่ทำให้คนไทยงมงาย กลัวไม่กล้าฝืน คือคำพูดที่ว่า “ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่” และปัจจุบันนี้ 18 มงกุฏพวกนี้ ก็พัฒนาคำพูดขึ้นมาใหม่ว่า

“สำหรับคนที่ไม่เชื่อก็ขอให้ผ่านไปนะคะ อิชั้นนำเสนอให้กับคนที่เชื่อถือเท่านั้น”

ในแต่ละปี คนไทยเสียเงินไปกับเรื่อง “ความเชื่อที่เคารพ และนับถือ” กันมากมาย ตั้งแต่ เบอร์โทรศัพท์ ที่ถูกหมอดูและผู้ให้บริการโทรศัพท์ร่วมมือกันปั่นราคาขาย เบอร์เสริมดวง เบอร์มงคล เบอร์ทะเบียนรถ ทำให้กรมการขนส่งทางบกปั่นราคาขายเลขทะเบียนรถเสียเอง

ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนเกิดมาจะมี “เลข” ที่มาประจพกับชีวิตของแต่ละคนอยู่แล้ว หากทุกคนรู้จักสังเกตุหมายเลขต่างๆที่ตนเองได้รับจากระบบปกติ ตั้งแต่เลขประจำตัวนักเรียนชั้นอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย เลขที่บ้านที่อยู่อาศัย จะมีลักษณะเลขในทำนองเดียวกันทั้งสิ้น เช่น อาจจะเป็นเลขใดเลขหนึ่ง หรือเลขที่เป็นคู่ ผมเองแม้จะเป็นนักโหราศาสตร์ เวลาที่ผมซื้อรถยนต์ คนขายรุกผ้ถามผมว่า มีเลขทะเบียนที่อยากได้มั้ย เค้าจะได้สั่งจองล๊อคเลขเอาไว้ให้ ผมบอกว่า “ไม่ต้องหรอก” และพอได้เลขทะเบียนรถออกมา ก็เป็นเลขเหมือนรถคันเก่าที่ขายไปแล้วโดยไม่ต้องไปทำอะไรให้ยุ่งยากเลย

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดถึงเรื่องของความเชื่อกับความงมงาย ยอมให้เขาหลอกตบทรัพย์

คนที่มีชื่อเสียงหลายคน เป็นเหยื่อของหมอดูพวกนี้มากมาย เพราะหมอดูพวกนี้จะอาศัยช่องทางต่างๆโฆษณาตัวเองในสารพัดสื่อ ยิ่งคนมีชื่อเสียงในสังคมแต่ยังมีความโลภ อยากมี อยากเป็น อยากได้สิ่งต่างๆที่ไกลเกินจริงของชะตาชีวิต และยังไม่ปล่อยวางกับชีวิต คนเหล่านี้จะถูกหมอดูเก็บเอาไปคุยกันว่า “คนนั้น คนนี้ก็เคยไปดูดวงกับหมอคนนี้มาแล้ว” ผมได้ยินคำพูดแบบนี้บ่อยจนเฉยๆ สิ่งหนึ่งที่คนเหล่านี้เดินตามกันไปเป็นเหยื่อก็เพราะว่า ไม่มีใครที่กล้าพูดว่า “โดนหลอก หรือหมอดูไม่แม่น” เมื่อหลายปีก่อนก็มีหมอดูดังๆ หลอกขายตำราดูดวงชะตาพร้อมการสอน ในราคาหลายหมื่นบาท พอเหยื่อจ่ายเงินครบ หมอดูคนนั้นก็จะเล่าให้ฟัง “ครั้งเดียว” แล้วให้กลับไปอ่านเอาเอง จบข่าว มีไฮโซ ไฮซ้อหลายคนที่ไปช่วยสร้างความร่ำรวยให้หมอดูคนนี้จนร่ารวยมากมายหลายสิบล้าน แต่สุดท้าย กรรมที่หมอดูคนนี้ก่อเอาไว้ก็กลับมาทำร้ายหมอดูคนนี้ ด้วยตัวเองเป็นคนติดเล่นการพนันจนหมดตัว และหายเข้ากลีบเมฆไปนับตั้งแต่นั้นจนบัดนี้ ไมมีข่าวของหมอดูคนนั้น แต่เชื้อพันธุ์เหล่านี้ ก็ไม่หมดไปจากสังคมไทย ยังมีเชื้อพันธ์ุหมอดูต้มตุ๋นทำลายวงการนักโหราศาสตร์เกิดใหม่ทุกวัน

หมอดูกับตลาดหุ้น

เรื่องนี้จะผ่านไปโดยไม่เขียนอะไรไว้เลยก็จะกระไรอยู่ หมอดูอยู่คู่กับทุกแหล่งที่เป็นความหวังของคนอยากรวย ตลาดหุ้นก็เช่นกัน ในยุคแรกๆของตลาดหุ้นนั้น นักเล่นหุ้นหรือแมงเม่า ที่อยากรวยจากการซื้อขายหุ้น วิ่งหาหมอดู โดยที่หมอดูไม่ต้องออกแรงโฆษณาใดๆเลย และหมอดูที่ผมจะกล่าวถึง คือ อาจารย์พลตรีประยูร พลอารีย์ อาจารย์ผู้สอนวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียน เป็นคนไทยเพียงคนเดียวในสมัยนั้นประมาณปี 2514 – 2517 ที่ไปเรียนวิชาโหราศาสตร์จากโรงเรียนโหราศาสตร์ฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมัน และเป็นผู้นำวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียนมาสอนเผยแพร่ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบเพียงท่านเดียว ชื่อเสียงของท่านสำหรับคนในยุคนั้น แทบไม่ต้องพูดถึง ผู้คนในวงการต่างๆวิ่งมาหาท่านถึงบ้าน แม้กระทั่งวงการมวยระดับโลกก็ยังให้ท่านดูดวงด้วยเลย การดูดวงเรื่องหุ้น อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับอาจารย์ในยุคนั้น แต่ก็ไม่เกินความสามารถที่ท่านจะวิเคราะห์ได้ เพราะดวงเมืองท่านก็อ่านจนทะลุมาแล้ว

นักเล่นหุ้นที่อยากรวย แต่ทำให้ท่านจน เพราะนักเล่นหุ้นจ่ายค่าดูดวงด้วยการให้หุ้นแก่ท่าน ทั้งๆที่ท่านไม่ใช่นักเล่นหุ้น แต่เมื่อเขาให้มาก็รับเอาไว้ ถือเอาไว้จนหุ้นมีค่าน้อยกว่าเป็นกระดาษชำระ อาจารย์ไม่เคยร่ำรวยจากนักเล่นหุ้น อาจารย์มุ่งหวังเพียงการสอนวิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียนให้คนไทยได้รู้จักว่า โหราศาสตร์ยูเรเนียนสามารถใช้พยากรณ์เรื่องอะไรก็ได้  ผมเรียนโหราศาสตร์ยูเรเนียนกับอาจารย์ประยูรเมื่อปี 2530 ก็ได้เห็นนักเล่นหุ้นนางหนึ่งหรืออาจจะมีหลายคน มานั่งปะปนในห้องเรียนวันเสาร์ด้วย แต่ตลอดเวลาที่อาจารย์สอนที่หน้าชั้นเรียน ผมไม่เห็นว่า “นาง” จะสนใจสิ่งที่อาจารย์สอนเลย จะเห็นนางเดินประกบอาจารย์ตอนเวลาพัก เพราะ “นาง”จะเข้าไปถามเรื่องหุ้นที่จะเล่นในสัปดาห์หน้า ซึ่งในตอนนั้น ผมไม่รู้เรื่องหุ้นหรอกว่ามันเป็นอย่างไร ผมสนใจเพียงอยากเรียนโหราศาสตร์ยูเรเนียนเท่านั้น ผมเห็น”นาง” สักระยะหนึ่ง แล้วก็ไม่เห็นนางอีกเลย อาจารยืประยูรมีสอนที่โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ ตรงข้ามศูนย์วิจัย แถวบางเขนอีกแห่งหนึ่ง ผมได้ข่าวเพียงว่าที่นั่น เป็นที่พวกนักเล่นหุ้นหายคน ไป “ปรึกษา” กับอาจารย์เป็นประจำ จนมีครั้งหนึ่งมีข่าวว่า ตลาดหุ้นมีหนังสือแจ้งให้อาจารย์หยุด “ปั่นหุ้น” ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดีกับอาจารย์ คงเป็นเพราะพวกนั้นพากันทุ่มซื้อหุ้นตาม “คำปรึกษา” ของอาจารย์กันทั้งนั้น เลยทำให้ตลาดคิดว่ามีการปั่นหุ้น แต่ทราบว่า ในช่วงนั้น คำแนะนำของอาจารย์ก็คงไม่ถึงกับ “แม่นเป๊ะ 100 %” แต่ก็อาจจะทำให้บางคนรวยได้หากเขามีดวงที่จะรวย และก็คงมีหลายคนที่หมดตัว  แต่ก็คงจะมีอีกหลายคนที่หมดตัว เพราะไม่มีดวงที่จะรวยจากการเล่นหุ้น หรือเล่นการพนัน และชื่อเสียงร่ำรือในความแม่นยำของโหราศาสตร์ยูเรนียนก็โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ หลายคนมาเรียนโหราศาสตร์ยูเรเนียนเพื่อเอาไปใช้ดูดวงตัวเองประกอบการเล่นหุ้น และก็มีหลายคนที่วิ่งมาหาผม ขอให้ผมสอนวิธีดูว่าหุ้นตัวไหนจะดีหรือไม่ดี และจะเล่นหุ้นอย่างไรให้ร่ารวย ผมบอกคนเหล่านั้นมาตลอดเลยว่า ไม่มีวิธีดูได้หรอกว่าหุ้นตัวไหนจะทำให้รวย และยืนยันคำพูดมาถึงวันนี้ ผมจะแนะนำว่า การเล่นหุ้นนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ได้เงิน ซึ่งถึงแม้จะไม่ต้องมาหาผม คุรก็สามารถหาเงินจากตลาดหุ้นได้ ด้วยการซื้อหุ้นที่มีผลประกอบการดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ มีให้เลือกมากมาย ซึ่งต้องรอการจ่ายปันผลประจำปี แล้วแต่ว่าเขาจะจ่ายปีละกี่ครั้ง แต่คนเหล่านี้ อยากได้เร็ว อยากได้มาก และอยากเล่น Short sell ปัจจุบันจึงมีหมอดูหลายคนตั้งตัวเป็น “กูรูหุ้น” เอาวิชานี้ไปประกอบอาชีพดูหุ้นให้แมงเม่าหมดตัวกันไปแล้วทั้งหมอทั้งลูกศิษย์มากมาย มีทั้งข่าวเปิดเผย และไม่เปิดเผยถึง หมอดูตบทรัพย์นักเล่นหุ้นมากมาย แต่ไม่เป็นข่าวในวงกว้าง เพราะ แมงเม่าเหหล่านี้ มุ่งแต่จะหา “กูรู” คนใหม่ และ “หาทุกตำรา” ที่จะทำให้รวยจากหุ้น ยอมจ่ายแพงเท่าไหร่ก็ได้ ขะให้ซื้อเครื่องลางของขลัง แก้เคล้ด ทำพิธีต่างๆ ไปจนถึงขั้นปรับฮวงจุ้ยที่บ้านเพื่อจะรับเงินก็ยอม ขอให้รวยเท่านั้น แท้จริงแล้ว เก็บเงินที่เสียไปทั้งหมด ซื้อหุ้นปันผลดีๆสัก 1-2 ตัว ใช้ชีวิตพอเพียง รอรับเงินปันผลรายปี แบบ เซียนที่รวยจากหุ้นที่แต่งหนังสือขายวิธีรวยหุ้น แต่คนเขียนหนังสือไม่ได้ทำตามหนังสือที่เขียน เพราะ เขาซื้อหุ้นตั้งแต่ราคาเริ่มต้นเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว และปัจจุบันมูลค่าหุ้นที่พวกเขาซื้อเก็บไว้ทำกำไร เป็นหลายร้อยเท่าของเงินลงทุนเมื่อตอนนั้น และยังเหลือเก็บเอาไว้กินปันผลจนถึงทุกวันนี้ เอ่ยชื่อไปทุกคนร้องอ๋อกันทั้งนั้น แต่เอ่ยชื่อไม่ได้

ตราบที่มนุษย์ยังมีความโลภ อยากมี อยากเป็น อยากได้ ในสิ่งที่ไกลเกินจริงของชะตาชีวิต หมอดูตบทรัพย์ ก็จะไม่หมดไปจากโลกใบนี้

ชีวิตของผม กับ โหราศาสตร์ ตอนที่ 7: การเป็นนักพยากรณ์
วันที่ 30/10/2017  12:48:41 PM ,ผู้เข้าชม : 194

การเป็นนักพยากรณ์

โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
ตุลาคม 2560

          เมื่อตอนที่ 5 ผมได้เล่าเรื่องจุดเริ่มต้นเป็นนักพยากรณ์ ก่อนเป็นผู้สอนโหราศาสตร์ ในตอนนี้จะเล่าเรื่องการเป็นนักพยากรณ์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้เป็นแนวทาง (หากอยากเดินตามทางแบบผม)

          มีคำพูดของอาจารย์พลตรีประยูร พลอารีย์ ที่ดังก้องหูของผมมาจนทุกวันนี้ “การเป็นนักพยากรณ์ ห้ามเดาเอาเอง นักพยากรณ์จะต้องอ่านเฉพาะสิ่งที่ดาวบอก แต่ไม่ต้องบอกทุกอย่างที่ดาวบอก” แล้วอาจารย์ก็อธิบายให้ฟังเอาไว้ว่า การเป็นนักพยากรณ์นั้นไม่ใช่หมอดู ที่เค้าเรียกกันว่า “หมอดูคู่กับหมอเดา” การเป็นนักพยากรณ์จะต้องใช้การพยากรณ์เท่านั้น คือ ต้องอ่านสิ่งที่ปรากฏในดวงชะตาถึงชะตาชีวิตของเขา และไม่จำเป็นต้องบอกเขาทุกเรื่อง ถ้าเรื่องนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายโดยไม่ตั้งใจ และอย่าพูดในสิ่งที่เขาไม่ได้ถาม

          การเป็นนักพยากรณ์ดวงชะตา จะมีคำบอกจากหมอดูเก่าๆพูดถึงข้อห้ามหลายข้อ ซึ่งผมได้รับฟังมาคงไม่ครบถ้วนทุกข้อ เพราะ อาจารย์ประยูร ไม่เคยพูดถึงข้อห้ามใดๆนอกจากคำสอนที่กล่าวไว้ข้างบน

          ห้ามทายว่าลูกคนไหนดีกว่ากัน การห้ามในข้อนี้ เป็นเพราะคนที่มาถามจะเกิดความลำเอียงแก่ลูกๆทันที แม้ว่าเขาจะคาดคั้งเพียงใดก็ห้ามพูด เพราะ คำพูดของหมอดู เหมือน “ยาสั่ง” ที่จะก้องหูพ่อแม่ และจะลำเอียงไม่รักลูกคนที่ถูกหมอดูบอกว่า “ไม่ดี” เข้าจะกลายเป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง และจะขาดความรัก ความอบอุ่น ทำให้กลายเป็นเด็กมีปัญหา พ่อแม่ก็จะไปเอาใจกับลูกคนที่หมอดูบอกว่า “ดี” จนกลายเป็น “ลูกเทวดา” ไม่มีการดุ ว่าสั่งสอนใดๆ และสุดท้าย ครอบครัวนี้ก็จะไม่เหลือ ลู”กที่ดีเลยสักคน”

          ห้ามทายว่าตายเมื่อไหร่ ยิ่งลูกค้าที่คิดมาก และอยู่ระหว่างกำลังเจ็บป่วย จะทำให้ให้หมดกำลังใจ นับวันเวลาว่าชีวิตเหลืออีกกี่วันก็จะตาย “ในทันทีที่หมอดูพูดจบ”

          2 ข้อนี้ คือเรื่องที่ผมไม่ทายอย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมจะอ่านชีวิตให้ฟังตามหลักการดูดวงชะตาที่อาจารย์สอนเอาไว้ตามลำดับ คือ อ่านพื้นดวงชะตาว่า เขาเป็นคนที่มีบุคลิกลักษณะอย่างไร เหมาะกับการทำงานในบักษณะใดบ้าง การใช้ชีวิตเป็นอย่างไร เรื่องอื่นๆ เช่น จะมีคู่มั้ย มีเมื่อไหร่ โดยหลักการแล้วในเบื้องต้นก็จะดูกว้างๆ ว่า เขามีคู่จะเป็นลักษณะอย่างไร แต่ถ้าถามว่า “จะรวยมั้ย” ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิต ที่จะติดปากผู้คน ผมจะไม่พูดถึงความรวย หรือไม่รวย เพราะ ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่า “เท่าไหร่คือรวย” ความรวย คือความพึงพอใจของแต่ละบุคคล ซึ่งในดวงชะตาของแต่ละคน จะบอกถึงวิธีการคิดของแต่ละคนว่า โลภ หรือไม่ เป็นคนประเภท “วัตถุนิยม หรือสุขนิยม” หรือ เป็นคนที่มีชีวิตพอเพียง ดังนั้น ผมจะให้คาถาความรวยให้แก่ลูกค้าที่ถามว่าเมื่อไหร่รวยว่า “พ พาน และ อ อ่าง”

          ลูกค้าบางรายพอดูดวงให้ก็จะร้องเรียนเรื่องชีวิตของเขากับผม ว่า ทำไมเขาไม่เป็นอย่างคนอื่นๆ ทำไมไม่รวย ทำไมชีวิตต้องลำบาก สารพัดข้อร้องเรียน แล้วผมจะเปลี่ยนชีวิตให้เขาได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนเกิดมานั้น ดวงชะตาขอบเขตของดวงชะตามาแล้วทุกคนว่า แต่ละคนจะมีอายุยืนยาวเท่าไหร่ จะลำบากมากน้อยแค่ไหน และอื่นๆ พอผมอธิบายเรื่องเหล่านี้เสร็จก็จะมีคำถามต่อมาอีกว่า  “มีทางแก้มั้ย” ชีวิตของคนเรานั้น ไม่ใช่กระดาษและยางลบ ที่จะแก้ไขได้ด้วยการ “สะเดาะเคราะห์” เช่น การปล่อนนก ปล่อยปลา ปล่อยหอย ปล่อยเต่า ซึ่งเป็นคติความเชื่อที่ติดค้างในความคิดของสังคมไทย

          การศึกษาโหราศาสตร์ที่แท้จริงก็เหมือนการศึกษาธรรมะ ธรรมะ ก็คือการศึกษารู้ความเป็นไปตามธรรมชาติ ดวงชะตาของทุกคน มีดวงดาวเท่ากัน แต่ความสัมพันธ์ของดวงดาวของแต่ละคนให้อิทธิพลต่อชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนดีในเรื่องหนึ่ง แต่อาจจะไม่ดีในอีกเรื่องหนึ่ง บางคนเราเห็นแล้วจะคิดว่า คนนี้โชคดีจังเลย เกิดมามีความสุขทุกสิ่งอย่าง แต่คนภายนอกไม่รู้หรอกว่า ทุกชีวิตเกิดมาล้วนมีปัญหาของตนเองทั้งสิ้น สมตามคำที่ว่า “สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น เพราะ สิ่งที่เป็นเราอาจจะมองไม่เห็น” ภายนอกที่ดูว่าเขาดีทุกอย่าง แต่ภายในตัวเขาอาจจะมีสารพัดโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้าเขาอยู่ตลอดเวลา เขามีเงินทองมากมายก็เพื่อใช้จ่ายเพื่อการรักษาร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บ

          การแก้ดวง มักมีคนถามว่า แล้วโหราศาสตร์ยูเรเนียนมีการแก้ดวงได้มั้ย คำตอบก็คือ การแก้ดวง คือการปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามดาว เพราะดาวทุกดวงมีทั้งดี และไม่ดี ไม่มีดาวดวงใดดีหรือร้ายเพียงอย่างเดียว เช่นดาวเสาร์ ที่หมอดูจะพูดถึงเรื่องน่ากลัวว่า ทำให้พลัดพราก เสียของรัก ในความหมายของดาวเสาร์ คือการพลัดพราก ถ้าคนเราไม่ต้องพลัดพรากกันเลย สามีกับภรรยา ก็ต้องทำงานอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ซึ่งในโลกความเป็นจริง บางครอบครัวใช้ชีวิตที่อยู่ห่างกันอย่างมีความสุข มากกว่าการใช้ชีวิตเห็นหน้ากันทุกวัน หรือหากกลัวการพลัดพรากก็จะไม่ส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ไปทำงานต่างถิ่นต่างแดน ดังนั้น เมื่อดาวเสาร์เข้ามาทำอิทธิพลกับดวงชะตาของผู้ใหญ่ในบ้าน อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรืออาจจะมีใครในบ้านต้องย้ายที่ทำงาน หรือแค่ย้ายที่อยู่ก็ได้ ดวงชะตาของคนเรา ถ้าจะถึงเวลาที่จะต้องตาย จะต้องพิจารณาองค์ประกอบในดวงชะตามากมาย เช่น เขาป่วยมั้ย ป่วยมากมั้ย เขาจะประสพอุบัติเหตุมั้ย คนเราจะตายต้องมีสาเหตุ คนเราถ้าไม่ถึงเวลาตายไม่ตายง่ายๆหรอก ทุกคนที่เสียชีวิตนั้น ล้วนถูกกำหนดมาแล้วทั้งสิ้น

“ทุกชีวิตเกิดมา ล้วนมี 1 ชาติเท่ากัน แต่ 1 ชาติของแต่ละคน นานไม่เท่ากัน”

ชีวิตของผม กับ โหราศาสตร์ ตอนที่ 6
วันที่ 30/10/2017  12:43:00 PM ,ผู้เข้าชม : 204

โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
ตุลาคม 2560

          มิถุนายน 2536 วันเสาร์ที่เท่าไหร่ จำไม่ได้แล้ว เพราะไม่ได้จดบันทึกเอาไว้ และไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำบันทึกเหตุการณ์ของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย ทุกคนควรทำบันทึกชีวิตของตนเองทุกวัน อย่างน้อยก็เป็นบันทึกช่วยจำเหตุการณ์ต่างๆในชีวิต เพื่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า วันหนึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดซ้ำขึ้นมาอีก

          การเริ่มเป็น “อาจารย์สอนโหราศาสตร์ยูเรเนียน” หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก สำหรับผมเป็นภารกิจที่ไม่เคยคิดมาก่อน แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความจำดี จึงจดจำสิ่งต่างๆที่อาจารย์สอนมา 6 ปี และ “ก๊อปปี้วิธีการสอน” เพราะไม่มีหลักสูตรเตรียมเป็นครูโหราศาสตร์มาก่อนุ ผมจึงใช้วิธีโบราณ “สอนตามแบบที่เรียน” เมื่อเราเรียนมาแบบนี้ได้ เราก็เอามาสอนแบบนี้ แต่การสอนครั้งแรกนั้น จะให้สมบูรณ์แบบนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะประสพการณ์ที่ยังมีไม่มากนัก

          ห้องเรียนยูเรเนียน ที่สมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นห้องโถงกลางขนาดใหญ่ มีการทำที่กั้น แบ่งพื้นที่ Partition  เป็น 2 ส่วน พื้นที่ห้องเรียนมีนักเรียน 50 – 60 คน ใครเป็นใครบ้าง ผมไม่รู้จัก และก็ทำตัวแบบที่อาจารย์เคยทำ คือไม่ถามประวัติของนักเรียนแต่ละคน แค่รู้จักชื่อ ไว้เรียกขานกันก็พอ เพราะไม่เคยอยากรู้ว่า ใครเป็นใคร นักเรียนในชุดแรกนั้นเกือบ ครึ่งหนึ่งเป็นลูกศิษย์เก่าที่เคยเรียนที่โหราศาสตร์กรุงเทพ ที่เคยเรียนกับอาจารย์ ประยูร ในรุ่นสุดท้าย  และติดตามมาเรียนต่อหลังจากที่ผมสอนปิดคอร์สที่อาจารย์ประยูรสอนค้างไว้

          ในช่วง 6 ปีที่ผมสอนที่สมาคมโหรฯนั้น  ผมไม่รู้หรอกว่า การที่มาสอนต่อจากอาจารย์ประยูรนั้น จะเป็นที่สนใจของลูกศิษย์ของอาจารย์ประยูร และผู้ที่ติดตามอาจารย์ จึงมีคนมา  “แอบเรียน” เพื่อดูผมหลายคน กว่าผมจะรู้ตัวก็ ต่อเมื่อผมไปงานทำบุญครบรอบวันถึงแก่กรรมของอาจารย์ ก็จะมีหลายคนมาแนะนำตัวกับผม ผมก็รับทราบแบบ งงๆ

          นักเรียนในช่วงที่ผมสอน 6 แรก กับนักเรียนที่เรียนในสมัยนี้ จะได้ความรู้เกี่ยวกับเกร็ดความรู้ไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้เท่ากันคือ ทฤษฎีพิ้นฐานต่างๆของหลักสูตรยูเรเนียน ที่อาจารย์สอนตอนที่ผมเรียน ผมก็นำมาถ่ายทอดตามที่เรียนมาอย่างถูกต้องครบถ้วนจนทุกวันนี้ นักเรียนหลายคนติดตามผมมาตั้งแต่วันที่ผมเริ่มสอน และเข้าเรียนซ้ำๆ ซ้ำๆ คนละหลายปี เหมือนที่ผมเรียนซ้ำๆกับอาจารย์ประยูร และทุกคนที่ติดตามเรียนกับผมนั้น มีน้ำใจกับผมอย่างมาก ในเรื่องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเมื่อตอนที่ผมออกจากสมาคมโหรฯ และไปเช่าสถานที่เพื่อเปิดสอนเอง ทุกคนแบ่งหน้าที่กันช่วยซื้อ โต๊ะ เก้าอี้ พัดลม ตู้เย็น กระดานที่ใช้ และอื่นๆ เรียกว่า ผมไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเรื่องวัสดุครุภัณฑ์ เลย แม้แต่บาทเดียว

          นี่คือ คุณูปการของการเรียนโหราศาสตร์ยูเรเนียนที่ผมได้รับอย่างเป็นรูปธรรม และผมซึ้งใจมากที่ ลูกศิษย์ทุกคนช่วยเหลือผมด้วยความเต็มใจ โดยที่ผมไม่ต้องเอยปากใดๆเลย จนถึงทุกวันนี้พวกเราก็ยังมีการนัดพบ พูดคุยกัน รับประทานอาหารด้วยกัน ตามความสะดวกหลายคนก็ยังแวะเวียนมาร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนในรุ่นปัจจุบัน  เพราะ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนสิ่งเดียวกัน นักเรียนรุ่นแรกๆ จนถึงรุ่นปัจจุบัน จึงมีโอกาสพบปะกันเสมอเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อกันโดยไม่ขาดตอน และคงเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าจะชีวิตของผมจะเดินทางไปถึงราศีมีน

หน้า 1/7
1 2 3 4 5 6 7  [ถัดไป]
[Go to top]


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
eXTReMe Tracker