ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
เกี่ยวกับเรา Horauranian.com
dot
bulletรำลึกถึง อาจารย์ พลตรี ประยูร พลอารีย์
bulletเจตนารมณ์
bulletติดต่อเรา
bulletโหราพยากรณ์
dot
บทความ
dot
bulletเกร็ดโหรน่ารู้
bulletเจาะลึกโหรา
bulletโหราศาสตร์บ้านเมือง
bulletBlog อ.วิโรจน์
bulletแนะนำตำรา
bulletไพ่ยิปซี จักรราศี (Celestial Tarot)
bulletกระดานถามตอบ
bulletคลังบทความดวงเมืองเศรษฐกิจ 2550-2552
bulletคลังกระทู้โหราศาสตร์ที่น่าสนใจ
dot
บทความน่าสนใจ
dot
bulletประเทศไทยหลังคดียึดทรัพย์ 2553
bulletReturn of Great Depression?
bulletChange! ผู้นำยุคใหม่ของโลก
bulletเรือนชะตาจันทร์ 28 เรือน
bulletโหราศาสตร์ในแฮร์รี่ พอตเตอร์
bulletเลือกฤกษ์มงคลด้วยตนเอง
bullet6 ขั้นตอนเพื่อการดูหมออย่างคุ้มค่า
bulletชนะใจคนรัก 12 ราศี
dot
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
dot
bulletเพจ โหราศาสตร์ยูเรเนียน โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
bulletโหราศาสตร์ยูเรเนียน โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
bulletCelestial Strategist Blog
bulletBlog โหราเศรษฐกิจ
bulletเว็บไซต์ที่น่าสนใจ




ชีวิตของผม กับ โหราศาสตร์ ตอนที่ 7: การเป็นนักพยากรณ์
วันที่ 30/10/2017  12:48:41 PM ,ผู้เข้าชม : 26

การเป็นนักพยากรณ์

โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
ตุลาคม 2560

          เมื่อตอนที่ 5 ผมได้เล่าเรื่องจุดเริ่มต้นเป็นนักพยากรณ์ ก่อนเป็นผู้สอนโหราศาสตร์ ในตอนนี้จะเล่าเรื่องการเป็นนักพยากรณ์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้เป็นแนวทาง (หากอยากเดินตามทางแบบผม)

          มีคำพูดของอาจารย์พลตรีประยูร พลอารีย์ ที่ดังก้องหูของผมมาจนทุกวันนี้ “การเป็นนักพยากรณ์ ห้ามเดาเอาเอง นักพยากรณ์จะต้องอ่านเฉพาะสิ่งที่ดาวบอก แต่ไม่ต้องบอกทุกอย่างที่ดาวบอก” แล้วอาจารย์ก็อธิบายให้ฟังเอาไว้ว่า การเป็นนักพยากรณ์นั้นไม่ใช่หมอดู ที่เค้าเรียกกันว่า “หมอดูคู่กับหมอเดา” การเป็นนักพยากรณ์จะต้องใช้การพยากรณ์เท่านั้น คือ ต้องอ่านสิ่งที่ปรากฏในดวงชะตาถึงชะตาชีวิตของเขา และไม่จำเป็นต้องบอกเขาทุกเรื่อง ถ้าเรื่องนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายโดยไม่ตั้งใจ และอย่าพูดในสิ่งที่เขาไม่ได้ถาม

          การเป็นนักพยากรณ์ดวงชะตา จะมีคำบอกจากหมอดูเก่าๆพูดถึงข้อห้ามหลายข้อ ซึ่งผมได้รับฟังมาคงไม่ครบถ้วนทุกข้อ เพราะ อาจารย์ประยูร ไม่เคยพูดถึงข้อห้ามใดๆนอกจากคำสอนที่กล่าวไว้ข้างบน

          ห้ามทายว่าลูกคนไหนดีกว่ากัน การห้ามในข้อนี้ เป็นเพราะคนที่มาถามจะเกิดความลำเอียงแก่ลูกๆทันที แม้ว่าเขาจะคาดคั้งเพียงใดก็ห้ามพูด เพราะ คำพูดของหมอดู เหมือน “ยาสั่ง” ที่จะก้องหูพ่อแม่ และจะลำเอียงไม่รักลูกคนที่ถูกหมอดูบอกว่า “ไม่ดี” เข้าจะกลายเป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง และจะขาดความรัก ความอบอุ่น ทำให้กลายเป็นเด็กมีปัญหา พ่อแม่ก็จะไปเอาใจกับลูกคนที่หมอดูบอกว่า “ดี” จนกลายเป็น “ลูกเทวดา” ไม่มีการดุ ว่าสั่งสอนใดๆ และสุดท้าย ครอบครัวนี้ก็จะไม่เหลือ ลู”กที่ดีเลยสักคน”

          ห้ามทายว่าตายเมื่อไหร่ ยิ่งลูกค้าที่คิดมาก และอยู่ระหว่างกำลังเจ็บป่วย จะทำให้ให้หมดกำลังใจ นับวันเวลาว่าชีวิตเหลืออีกกี่วันก็จะตาย “ในทันทีที่หมอดูพูดจบ”

          2 ข้อนี้ คือเรื่องที่ผมไม่ทายอย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมจะอ่านชีวิตให้ฟังตามหลักการดูดวงชะตาที่อาจารย์สอนเอาไว้ตามลำดับ คือ อ่านพื้นดวงชะตาว่า เขาเป็นคนที่มีบุคลิกลักษณะอย่างไร เหมาะกับการทำงานในบักษณะใดบ้าง การใช้ชีวิตเป็นอย่างไร เรื่องอื่นๆ เช่น จะมีคู่มั้ย มีเมื่อไหร่ โดยหลักการแล้วในเบื้องต้นก็จะดูกว้างๆ ว่า เขามีคู่จะเป็นลักษณะอย่างไร แต่ถ้าถามว่า “จะรวยมั้ย” ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิต ที่จะติดปากผู้คน ผมจะไม่พูดถึงความรวย หรือไม่รวย เพราะ ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่า “เท่าไหร่คือรวย” ความรวย คือความพึงพอใจของแต่ละบุคคล ซึ่งในดวงชะตาของแต่ละคน จะบอกถึงวิธีการคิดของแต่ละคนว่า โลภ หรือไม่ เป็นคนประเภท “วัตถุนิยม หรือสุขนิยม” หรือ เป็นคนที่มีชีวิตพอเพียง ดังนั้น ผมจะให้คาถาความรวยให้แก่ลูกค้าที่ถามว่าเมื่อไหร่รวยว่า “พ พาน และ อ อ่าง”

          ลูกค้าบางรายพอดูดวงให้ก็จะร้องเรียนเรื่องชีวิตของเขากับผม ว่า ทำไมเขาไม่เป็นอย่างคนอื่นๆ ทำไมไม่รวย ทำไมชีวิตต้องลำบาก สารพัดข้อร้องเรียน แล้วผมจะเปลี่ยนชีวิตให้เขาได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนเกิดมานั้น ดวงชะตาขอบเขตของดวงชะตามาแล้วทุกคนว่า แต่ละคนจะมีอายุยืนยาวเท่าไหร่ จะลำบากมากน้อยแค่ไหน และอื่นๆ พอผมอธิบายเรื่องเหล่านี้เสร็จก็จะมีคำถามต่อมาอีกว่า  “มีทางแก้มั้ย” ชีวิตของคนเรานั้น ไม่ใช่กระดาษและยางลบ ที่จะแก้ไขได้ด้วยการ “สะเดาะเคราะห์” เช่น การปล่อนนก ปล่อยปลา ปล่อยหอย ปล่อยเต่า ซึ่งเป็นคติความเชื่อที่ติดค้างในความคิดของสังคมไทย

          การศึกษาโหราศาสตร์ที่แท้จริงก็เหมือนการศึกษาธรรมะ ธรรมะ ก็คือการศึกษารู้ความเป็นไปตามธรรมชาติ ดวงชะตาของทุกคน มีดวงดาวเท่ากัน แต่ความสัมพันธ์ของดวงดาวของแต่ละคนให้อิทธิพลต่อชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนดีในเรื่องหนึ่ง แต่อาจจะไม่ดีในอีกเรื่องหนึ่ง บางคนเราเห็นแล้วจะคิดว่า คนนี้โชคดีจังเลย เกิดมามีความสุขทุกสิ่งอย่าง แต่คนภายนอกไม่รู้หรอกว่า ทุกชีวิตเกิดมาล้วนมีปัญหาของตนเองทั้งสิ้น สมตามคำที่ว่า “สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น เพราะ สิ่งที่เป็นเราอาจจะมองไม่เห็น” ภายนอกที่ดูว่าเขาดีทุกอย่าง แต่ภายในตัวเขาอาจจะมีสารพัดโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้าเขาอยู่ตลอดเวลา เขามีเงินทองมากมายก็เพื่อใช้จ่ายเพื่อการรักษาร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บ

          การแก้ดวง มักมีคนถามว่า แล้วโหราศาสตร์ยูเรเนียนมีการแก้ดวงได้มั้ย คำตอบก็คือ การแก้ดวง คือการปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามดาว เพราะดาวทุกดวงมีทั้งดี และไม่ดี ไม่มีดาวดวงใดดีหรือร้ายเพียงอย่างเดียว เช่นดาวเสาร์ ที่หมอดูจะพูดถึงเรื่องน่ากลัวว่า ทำให้พลัดพราก เสียของรัก ในความหมายของดาวเสาร์ คือการพลัดพราก ถ้าคนเราไม่ต้องพลัดพรากกันเลย สามีกับภรรยา ก็ต้องทำงานอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ซึ่งในโลกความเป็นจริง บางครอบครัวใช้ชีวิตที่อยู่ห่างกันอย่างมีความสุข มากกว่าการใช้ชีวิตเห็นหน้ากันทุกวัน หรือหากกลัวการพลัดพรากก็จะไม่ส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ไปทำงานต่างถิ่นต่างแดน ดังนั้น เมื่อดาวเสาร์เข้ามาทำอิทธิพลกับดวงชะตาของผู้ใหญ่ในบ้าน อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ หรืออาจจะมีใครในบ้านต้องย้ายที่ทำงาน หรือแค่ย้ายที่อยู่ก็ได้ ดวงชะตาของคนเรา ถ้าจะถึงเวลาที่จะต้องตาย จะต้องพิจารณาองค์ประกอบในดวงชะตามากมาย เช่น เขาป่วยมั้ย ป่วยมากมั้ย เขาจะประสพอุบัติเหตุมั้ย คนเราจะตายต้องมีสาเหตุ คนเราถ้าไม่ถึงเวลาตายไม่ตายง่ายๆหรอก ทุกคนที่เสียชีวิตนั้น ล้วนถูกกำหนดมาแล้วทั้งสิ้น

“ทุกชีวิตเกิดมา ล้วนมี 1 ชาติเท่ากัน แต่ 1 ชาติของแต่ละคน นานไม่เท่ากัน”

ชีวิตของผม กับ โหราศาสตร์ ตอนที่ 6
วันที่ 30/10/2017  12:43:00 PM ,ผู้เข้าชม : 30

โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย
ตุลาคม 2560

          มิถุนายน 2536 วันเสาร์ที่เท่าไหร่ จำไม่ได้แล้ว เพราะไม่ได้จดบันทึกเอาไว้ และไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำบันทึกเหตุการณ์ของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย ทุกคนควรทำบันทึกชีวิตของตนเองทุกวัน อย่างน้อยก็เป็นบันทึกช่วยจำเหตุการณ์ต่างๆในชีวิต เพื่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า วันหนึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดซ้ำขึ้นมาอีก

          การเริ่มเป็น “อาจารย์สอนโหราศาสตร์ยูเรเนียน” หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก สำหรับผมเป็นภารกิจที่ไม่เคยคิดมาก่อน แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความจำดี จึงจดจำสิ่งต่างๆที่อาจารย์สอนมา 6 ปี และ “ก๊อปปี้วิธีการสอน” เพราะไม่มีหลักสูตรเตรียมเป็นครูโหราศาสตร์มาก่อนุ ผมจึงใช้วิธีโบราณ “สอนตามแบบที่เรียน” เมื่อเราเรียนมาแบบนี้ได้ เราก็เอามาสอนแบบนี้ แต่การสอนครั้งแรกนั้น จะให้สมบูรณ์แบบนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะประสพการณ์ที่ยังมีไม่มากนัก

          ห้องเรียนยูเรเนียน ที่สมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นห้องโถงกลางขนาดใหญ่ มีการทำที่กั้น แบ่งพื้นที่ Partition  เป็น 2 ส่วน พื้นที่ห้องเรียนมีนักเรียน 50 – 60 คน ใครเป็นใครบ้าง ผมไม่รู้จัก และก็ทำตัวแบบที่อาจารย์เคยทำ คือไม่ถามประวัติของนักเรียนแต่ละคน แค่รู้จักชื่อ ไว้เรียกขานกันก็พอ เพราะไม่เคยอยากรู้ว่า ใครเป็นใคร นักเรียนในชุดแรกนั้นเกือบ ครึ่งหนึ่งเป็นลูกศิษย์เก่าที่เคยเรียนที่โหราศาสตร์กรุงเทพ ที่เคยเรียนกับอาจารย์ ประยูร ในรุ่นสุดท้าย  และติดตามมาเรียนต่อหลังจากที่ผมสอนปิดคอร์สที่อาจารย์ประยูรสอนค้างไว้

          ในช่วง 6 ปีที่ผมสอนที่สมาคมโหรฯนั้น  ผมไม่รู้หรอกว่า การที่มาสอนต่อจากอาจารย์ประยูรนั้น จะเป็นที่สนใจของลูกศิษย์ของอาจารย์ประยูร และผู้ที่ติดตามอาจารย์ จึงมีคนมา  “แอบเรียน” เพื่อดูผมหลายคน กว่าผมจะรู้ตัวก็ ต่อเมื่อผมไปงานทำบุญครบรอบวันถึงแก่กรรมของอาจารย์ ก็จะมีหลายคนมาแนะนำตัวกับผม ผมก็รับทราบแบบ งงๆ

          นักเรียนในช่วงที่ผมสอน 6 แรก กับนักเรียนที่เรียนในสมัยนี้ จะได้ความรู้เกี่ยวกับเกร็ดความรู้ไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้เท่ากันคือ ทฤษฎีพิ้นฐานต่างๆของหลักสูตรยูเรเนียน ที่อาจารย์สอนตอนที่ผมเรียน ผมก็นำมาถ่ายทอดตามที่เรียนมาอย่างถูกต้องครบถ้วนจนทุกวันนี้ นักเรียนหลายคนติดตามผมมาตั้งแต่วันที่ผมเริ่มสอน และเข้าเรียนซ้ำๆ ซ้ำๆ คนละหลายปี เหมือนที่ผมเรียนซ้ำๆกับอาจารย์ประยูร และทุกคนที่ติดตามเรียนกับผมนั้น มีน้ำใจกับผมอย่างมาก ในเรื่องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเมื่อตอนที่ผมออกจากสมาคมโหรฯ และไปเช่าสถานที่เพื่อเปิดสอนเอง ทุกคนแบ่งหน้าที่กันช่วยซื้อ โต๊ะ เก้าอี้ พัดลม ตู้เย็น กระดานที่ใช้ และอื่นๆ เรียกว่า ผมไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเรื่องวัสดุครุภัณฑ์ เลย แม้แต่บาทเดียว

          นี่คือ คุณูปการของการเรียนโหราศาสตร์ยูเรเนียนที่ผมได้รับอย่างเป็นรูปธรรม และผมซึ้งใจมากที่ ลูกศิษย์ทุกคนช่วยเหลือผมด้วยความเต็มใจ โดยที่ผมไม่ต้องเอยปากใดๆเลย จนถึงทุกวันนี้พวกเราก็ยังมีการนัดพบ พูดคุยกัน รับประทานอาหารด้วยกัน ตามความสะดวกหลายคนก็ยังแวะเวียนมาร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนในรุ่นปัจจุบัน  เพราะ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนสิ่งเดียวกัน นักเรียนรุ่นแรกๆ จนถึงรุ่นปัจจุบัน จึงมีโอกาสพบปะกันเสมอเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อกันโดยไม่ขาดตอน และคงเป็นเช่นนี้ไปจนกว่าจะชีวิตของผมจะเดินทางไปถึงราศีมีน

ชีวิตของผม กับ โหราศาสตร์ ตอนที่ 5 จุดเริ่มต้นเป็นนักพยากรณ์
วันที่ 14/09/2017  15:54:16 PM ,ผู้เข้าชม : 64

โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย

11 กันยายน 2560


เริ่มเขียนเรื่องการเป็นอาจารย์มาได้ 1 ย่อหน้า แต่คิดได้ว่า ต้องเรียงลำดับชีวิตใหม่ เพราะ ผมเริ่มเป็นนักพยากรณ์ก่อนเป็นอาจารย์สอนโหราศาสตร์

ปี 2530 ผมเริ่มเรียนโหราศาสตร์ยูเรเนียน กับอาจารย์พลตรีประยูร พลอารีย์ และวิชาลายมือ กับอาจารย์ พันเอก(พิเศษ)ปรีชา แดงบุปผา อาจารย์ผู้มีพระคุณแก่ผมทั้ง 2 ท่าน

โดยปกติแล้วนอกจากกิจกรรมการเรียนการสอนโหราศาสตร์ของสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมป์ แล้ว มีบริการพยากรณ์ดวงชะตา ด้วย “นักพยากรณ์มืออาชีพ” ที่ให้บริการอยู่รอบระเบียงสมาคมฯ นักพยากรณ์แต่ละท่านมากด้วยวัยวุฒิ และมีประสพการณ์มากมาย เป็นที่เชื่อถือของลูกค้าที่มาใช้บริการทุกวัน โดยเฉพาะ วันเสาร์ และอาทิตย์ที่มีการเรียนการสอน และเป็นวันหยุดราชการ จะมีลูกค้ามากกว่าวันธรรมดาหลายเท่า ดังนั้น สมาคมโหรฯจึงต้อง “สร้าง” นักพยากรณ์ โดยนักเรียนโหราศาสตร์ที่เรียนจบไปแล้วจะสามารถนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพได้ ดังนั้นจึงต้องมีการ “ฝึกงานภาคสนาม”

งานกาชาดสวนอัมพร คือสถานที่ “ฝึกงานภาคสนาม” ตารางการเรียนการสอนของสมาคมโหรฯ ตรงกับตารางการเรียนของโรงเรียนทั่วไป คือ เปิดภาคเรียน เดือนมิถุนายน และปิดภาคเรียน เดือนมีนาคมของปีถัดไป ซึ่งปลายเดือนมีนาคมก็จะเป็นวันเริ่มเปิดงานกาชาดประจำปี ที่สวนอัมพร นักเรียนทุกคนมีสิทธิสมัครเข้าร่วมกิจกรรมนี้ โดย อาจารย์ปรีชา แดงบุปผา เป็นผู้ดูแลกิจกรรมนี้ ผมกับเพื่อนๆก็นึกสนุกที่จะได้ลงสนามจริงหลังจากการเรียนจบในปีแรก ชั่วโมงเรียน 8 เดือน

งานกาชาด สวนอัมพร ปี 2531 วันแรกของงาน พวกเราก็ไปที่ร้านของสมาคมโหรฯในงานกาชาด อย่าสนุกสนาน ตอนเย็นอากาศโพล้เพล้ ผมก็ได้ลูกค้ารายแรก เป็นผู้ชายหนุ่มเดินมาที่โต๊ะของผม นั่งอยู่ตรงหน้าผม ผมก็เริ่มถาม วัน เดือน ปี และ เวลาเกิด เอาแล้วสิ ผมจะเริ่มตรงไหนก่อนดี นี่คือลูกค้าที่เราไม่รู้จัก ไม่ใช่เพื่อนนักเรียนที่เราดูดวงกันเล่นๆสนุกๆ มาตลอด ผมใช้ทุกวิชาความรู้ ตั้งแต่กราฟชีวิต ดูลายมือ คำนวณดวงยูเรเนียน ผสมกันทุกอย่างเพื่อเอาตัวให้รอด เพื่อนๆยืนเชียร์ให้กำลังใจอยู่ข้างๆ จำไม่ได้ว่าดูเรื่องอะไรไปบ้าง แล้วเวลาก็ผ่านไปพร้อมกับลูกค้าที่เดินจากไป ผมไม่รู้หรอกว่า ผลการพยากรณ์เป็นอย่างไรบ้าง ลูกค้าพอใจหรือไม่ แล้ววันนั้น ผมก้ได้ลูกค้าเพียงคนเดียว

ในงานวันนั้นได้ยินเสียงอาจารย์ปรีชาเรียกลูกศิษย์รุ่นพี่ที่เรียนก่อนผม 5 คนพร้อมคำสั่งว่า “ครูขอให้พวกเธอไปช่วยงานพยากรณ์ที่ร้านสมเด็จ เพราะทางนั้นขาดนักพยากรณ์ และขอมา ให้ไปพบผู้ดูแลแล้วบอกว่า ผมให้มา”

เย็นวันรุ่งขึ้น ผมมาถึงงานกาชาด ยังไม่ทันได้นั่ง อาจารย์ปรีชาก็เดินมาหาผม พร้อมคำพูด “วิโรจน์ ช่วยครูหน่อย ครูขอให้ให้เธอไปที่ร้านสมเด็จฯ แล้วบอกว่า ครูให้มา” ผมอึ้งไปทันที “ผมเพิ่งเรียนแค่ปีเดียวนะครับอาจารย์ จะไหวหรือครับ แล้วพวกพี่ๆที่ไปเมื่อวานนี้ล่ะครับ” อาจารย์ปรีชา ตอบมาว่า “ทางร้านสมเด็จโทรมาต่อว่าครู ว่า พวกลูกศิษย์ที่ส่งมาเมื่อวานนี้ วันนี้ไม่มาเลยสักคนเดียว และไม่บอกด้วยว่าไปไหน” รุ้นพี่ที่ไปเมื่อวานนี้ ทุกคนอายุมากกว่าผมทุกคน ผมจึงต้องเก็บอุปกรณ์ของผมเพื่อไปร้านสมเด็จฯตามที่อาจารย์ปรีชามอบหมาย พอผมเดินไปถึงร้านสมเด็จฯ ผมรายงานตัวกับผู้ดูแลร้านฯ ผมเห็นสุภาพสตรีสูงวัย 4 – 5 ท่าน แต่ละท่านแต่งกายดีมาก ทุกท่านมองผมด้วยสายตากังวล เพราะในยุคนั้น หมอดูส่วนใหญ่จะมีอายุมากกว่าผมทั้งนั้น ผมในวัย 32 ปี จึงเป็นสิ่งแปลกตา และความน่าเชื่อถือเรื่องประสพการณ์จะมีหรือ ผมก็เล่าให้ฟังว่า “ผมเพิ่งเรียนมาแค่ปีเดียวครับ” ดังนั้น ผมจึงถูกทดสอบฝีมือด้วยการให้ดูดวงกับสุภาพสตรีท่านหนึ่ง วิชาที่ผมใช้ก้เช่นเดิม ทุกศาสตร์ที่ผมใช้เมื่อวาน วันนี้ก็ใช้เหมือนเดิม ผลการทดสอบ “ลูกค้ากิตติมศักดิ์” พอใจ คืนนั้นผมมีลูกค้าจำไม่ได้ว่ากี่ราย และรู้มาว่า ลูกค้าของผมทุกคน เมื่อออกจากโต๊ะของผม จะถูก “สัมภาษณ์” ทุกราย แต่ผมไม่รู้ว่าลูกค้าแต่ละท่าน ให้ความเห็นอย่างไร

22.00 น. เวลาเลิกงาน “ผู้ดูแลร้าน” เดินมาบอกผมว่า “พรุ่งนี้มาอีกนะ”

ผมจะมาถึงงานกาชาดหลัง 17:00 น . ทุกวัน เพราะผมทำงานประจำ จะมางานกาชาดได้ต้องหลังเลิกงาน 16:00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ผมกลายเป็นนักพยากรณ์ประจำร้านสมเด็จฯตลอดงานกาชาดปี 2531 และไม่ได้กลับไปร้านของสมาคมโหรฯ อีกเลยตลอดชีวิตของการเป็นนักพยากรณ์ ที่ร้านสมเด็จฯ มีนักพยากรณ์ประมาณ10 คน แต่ละคนเป็นหมอดูมากประสพการณ์ อายุมากกว่าผมทุกคน บางคนจะมาเฉพาะวันที่ตนเองว่าง บางคนก็อุทิศตนเองเพื่องานการกุศลเพื่อกาชาด คือมาทุกวัน ส่วนผมเริ่มสนุก และเริ่มเข้าที่แล้ว จึงขยันมาทุกวัน และวันสุดท้ายของงานกาชาด ผู้ดูแลร้าน ถามผมว่า ผมจะมาเร็วกว่านี้ได้มั้ย เพราะมาแต่ตอนเย็น มีเวลาดูดวงแค่ ไม่กี่ชั่วโมง และมีลูกค้ามานั่งรอทุกวัน ผมตอบว่า “ได้ครับ คือต้องทำหนังสือขอตัวผมจากที่ทำงานครับ”  และนี่คือจุดเริ่มต้นของหนังสือขอตัวผมจากภริยาองคมนตรี ประธานร้านสมเด็จ มาถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อขอตัวผมให้ไปเป็นนักพยากรณ์ในงานกาชาด  ทุกปี และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักพยากรณ์อาชีพของผม

หมายเหตุ : ร้านสมเด็จองค์สภานายิกา สภากาชาดไทย บริเวณสวนองุ่นในสวยอัมพร ร้านพยากรณ์ดำเนินงานโดยชมรมภริยาตุลาการ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแล เป็นภริยาตุลาการย่อมรู้จักกับอาจารย์ปรีชา เพราะ อาจารย์พันเอกปรีชา เป็นตุลาการศาลทหาร คือคนในแวดวงตุลาการเหมือนกัน

ชีวิตของผม กับ โหราศาสตร์ ตอนที่ 4
วันที่ 14/09/2017  15:44:11 PM ,ผู้เข้าชม : 52

วิโรจน์ กรดนิยมชัย

2 กันยายน 2560 : 22.19 น.

ด้วยความที่ผมไม่ใช่ “ศิษย์ก้นกุฏิ” ผมจึงไม่ค่อยรู้เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับประวัติชีวิตของท่าน ตลอดจน วัน เวลา ที่ท่านเดินทางไปศึกษาโหราศาสตร์ที่ Hamburg ที่ผมรับรู้บางเรื่องราวก็มาจากการบอกเล่าจากอาจารย์เอง รวมทั้งจากการพูดคุยกับ “ศิษย์รุ่นพี่” ผมทราบเพียงว่า อาจารย์พลตรีประยูร ได้รับอนุญาตจาก Hamburg ให้สามารถแปลหนังสือทุกเล่มเป็นภาษาไทยได้ ซึ่งหนังสือคัมภีร์สูตรพระเคราะห์สนธิ คือผลงานชิ้นเอกของท่าน ที่ถ่ายทอดความคิดของ Hamburg มาให้นักเรียนยูเรเนียนในประเทศไทยได้มี “คัมภีร์โหราศาสตร์” ที่ดีที่สุด ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ จะเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากนักเรียนยูเรเนียนจะรู้จักคัมภีร์สูตรพระเคราะห์สนธิ เฉพาะสมการดวงดาว ที่บรรจุอยู่ในโปรแกรมยูเรเนียนโดยไม่มีหนังสือคัมภีร์ฉบับ “หนังสือกระดาษ” ไว้ “อ่าน และหาความรู้ที่มากกว่า สูตรสมการดาว”

วันที่ 16 มีนาคม 2536 อาจารย์พลตรีประยูร พบอารีย์ ท่านถึงแก่กรรม และงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน ในวันที่ 21 มีนาคม 2536 ชีวิตของท่านได้เดินทางจากราศีเมษในดวงชะตากำเนิดของท่าน ผ่านราศีมีน และกลับสู่จุดเมษบนสรวงสวรรค์ในวันวสันตวิษุวัต พอดี

จากวันนั้น ถึงวันนี้ ผมกล้าบอกได้ว่า ยังไม่มีหนังสือโหราศาสตร์ยูเรเนียนในประเทศไทยที่ดีเท่ากับ หนังสือ อารัมภบทโหราศาสตร์ และ คัมภีร์สูตรพระเคราะห์สนธิ มรดกความรู้ของอาจารย์ ที่ผมนำมาใช้สอนตลอด 24 ปี สอนด้วยการแนะนำแต่ละหน้าในคัมภีร์ เพื่อให้นักเรียนรุ่นหลังได้ใช้คัมภีร์อย่างเจ้าใจ และถูกต้อง ตามอย่างที่อาจารย์ได้เคยสอนนักเรียนยูเรเนียนที่สมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ในช่วงที่ท่านยังสอนอยู่ ภายหลังจากที่หนังสือได้จัดพิมพ์เสร็จในปี 2531 หรือ 2532 และผมได้สอนต่อมาตลอดจนถึงวันนี้

ตอนที่แล้วผมบอกว่าจะเล่าเรื่องการสอนโหราศาสตร์ยูเรเนียน ผมก็จะเล่าต่อจากนี้

ชั่วโมงแรกของการเรียน อาจารย์จะบอกให้รู้ว่า การเรียนโหราศาสตร์นั้น ไม่ใช่เพียงการเรียนเรื่องของดวงดาวเพียงอย่างเดียว เพราะ นักโหราศาสตร์จะต้องรู้ปรัชญาที่สำคัญ และเกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ในการอ่านดวงชะตา และการพยากรณ์ จากนั้นจะอธิบายดาราศาสตร์ที่จำเป็นพอสังเขป ได้แก่ ระบบสุริยจักรวาล การโคจรของโลก และดวงดาว แล้วจึงเข้าสู่ความหมายของดวงดาว จักรราศี และเรือนชะตา การคำนวณดวงชะตาด้วยปฏิทิน EPhemeris (ผมก็สอนตามนี้) การอ่านพื้นดวงชะตา ความรู้เรื่องมุมสัมพันธ์ การอ่านดวงชะตาทั้ง Primary และ Secondary progress การใช้โค้งสุริยยาตร์ การคำนวณดวงทินวรรษ การใช้ดวง Transit ต่างๆ รวมทั้งเกร็ดความรู้โหราศาสตร์จากเหตุการณ์และสถานการณ์ปัจจุบัน จึงไม่แปลกใจที่ นักเรียนรุ่นพี่หลายคน ติดตามเรียนซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนถึงวันที่อาจารย์ถึงแก่กรรม รุ่นพี่เหล่านั้นจึงหยุดเรียน ผมเคยถามรุ่นพี่ๆว่า ทำไมต้องเรียนซ้ำๆ คนละหลายๆปีไม่รู้สึกเบื่อกันบ้างหรือ คำตอบที่ได้คือ เพราะอาจารย์จะมีเกร็ดความรู้ที่ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละปีที่เรียน ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผมเรียนกับอาจารย์ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2530 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2536 เพราะอาจารย์ล้มป่วย และถึงแก่กรรมในที่สุด ผมจึงต้องยุติชีวิตนักเรียนยูเรเนีนนไปด้วย และผมภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ของลูกศิษย์คนหนึ่งที่ได้ช่วยพาอาจารย์กลับสู่ราศีเมษเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2536

ชีวิตของผม กับ โหราศาสตร์ ตอนที่ 3
วันที่ 14/09/2017  15:40:05 PM ,ผู้เข้าชม : 98

โดย อ.วิโรจน์ กรดนิยมชัย

27 สิงหาคม 2560

เมื่อตอนที่แล้ว ผมทิ้งท้ายเอาไว้ว่าผมจะเล่า เรื่องการสอนของอาจารย์ประยูรสอน และผมนำมาสอนตามอย่างอาจารย์ เดินตามรอยของอาจารย์ ทำให้ชีวิตของผมอยู่ได้จนทุกวันนี้

ผมเป็นนักเรียนโหราศาสตร์ที่ไม่ได้คิดถึงว่า เรียนแล้วจะเอาไปทำอะไร ขอใช้เวลาว่างที่มีอย่างมีความสุขกับการเรียน และได้ความรู้ หน้าที่การงานก็มั่นคงแล้ว ไม่ลำบากอะไร ไม่ต้องดิ้นรนเป็นหมอดู และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องมายืนสอนโหราศาสตร์ แต่คงเพราะโชคชะตากำหนดที่ทำให้ชีวิตของผมต้องมาถึงจุดนี้

ทุกเช้าวันเสาร์ ถึงเที่ยง เป็นเวลาที่ผมเรียนโหราศาสตร์ กับอาจารย์ประยูร พอสอนเสร็จอาจารย์ก็จะขับรถออกจากสมาคมโหรฯ เพื่อไปสอนต่อที่โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อาจารย์ประยูรสอนร่วมกับอาจารย์จรัญ พิกุล ถึงตรงนี้ต้องเล่าถึงอาจารย์จรัญ พิกุล บ้าง ผมไม่เคยเรียนกับท่าน และไม่เคยสนทนากับท่าน เพราะท่านก็ไม่รู้จักผม แต่ผมให้ความเคารพท่านอาจารย์จรัญ ในฐานะที่ท่านเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ และเป็นเพื่อนกับอาจารย์ประยูร ผมยิ่งต้องให้ความเคารพเหมือนกัน (เช่นเดียวกับอาจารย์สอนโหราศาสตร์ทุกท่านในสมาคมโหรฯ ที่ถึงแม้ผมจะไม่เคยเรียนด้วย แต่ผมก็ให้ความเคารพทุกท่าน) ผมจึงไม่รู้จักอาจารย์จรัญ พิกุล รวมทั้งลูกศิษย์ของอาจารย์ที่โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ (และคงเป็นนิสัยติดตัวผมมาถึงวันทำงานด้วย ที่ผมไม่ติดตามหัวหน้าไปไหนๆด้วย เพราะถือว่า “มีหน้าที่เท่าที่ได้รับมอบหมาย และไม่เคยเลือกเส้นทางชีวิตตามที่อยากมี อยากเป็น หรืออยากได้ เพราะ ไม่เคยคิดอยากมี ไม่คิดอยากจะเป็น และไม่เคยคิดอยากได้ อะไรที่ไม่ใช่ของเราก็จะไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าเป็นของของเรา วันหนึ่งก็จะต้องเป็นของเรา”)

ผมเป็นนักเรียนที่ไม่เคยเดินตามอาจารย์ ถ้าอาจารย์เรียก ผมยินดีทำให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้ สมัยนั้นผมคิดว่าเราเป็นเด็กใหม่ คงเข้าถึงอาจารย์ไม่ได้ เพราะทุกวันเสาร์จะเห็นลูกศิษย์หลายๆคนห้อมล้อมอาจารย์ตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาพักระหว่างชั่วโมงเรียน อาจารย์ก็ไม่ได้พัก เพราะต้องตอบคำถามสารพัดให้แก่ลูกศิษย์ทุกคน อาจารย์ประยูรจะมีวันว่างเฉพาะ วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ ถ้าไม่มีใครไปหาเพื่อให้ดูดวงชะตา แต่วันเสาร์และอาทิตย์ อาจารย์จะอยู่กับนักเรียนที่สมาคมโหรฯในวันเสาร์เช้า และตอนบ่าย กับวันอาทิตย์ทั้งวัน อาจารย์จะอยู่ที่โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ ผมจึงเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ประยูรเฉพาะที่สมาคมโหรฯเพียงแห่งเดียว

เพราะการที่ผมไม่ใช่คนที่วิ่งติดตามอาจารย์ประยูรเลย ผมจึงพูดได้ว่า ผมไม่ใช่ลูกศิษย์ใกล้ชิดอาจารย์ชนิดไปไหนไปกัน หรือ “ลูกศิษย์ก้นกุฏิ” ผมรักและเคารพอาจารย์ประยูร ด้วยการปฏิบัติบูชา คือ ยึดถืออาจารย์ คือแบบอย่างในการเป็นนักโหราศาสตร์ และในการเป็นผู้สอนโหราศาสตร์ตราบจนทุกวันนี้ มีอยู่วันหนึ่งที่ผมและเพื่อนอีกคนหนึ่ง จะไปงานพระราชทานเพลิงศพ ลูกศิษย์คนหนึ่งที่เป็นแอร์โฮสเตรสของการบินไทย ที่เสียชีวิตจากการที่เครื่องบินเกิดอุบัติเหตุที่ กัฐมัณฑุ ประเทศเนปาล ระหว่างทางที่เรานั่งรถไปกับอาจารย์ ท่านได้คุยถึงสถานการณ์ที่โหราศาสตร์กรุงเทพ ท่านได้บอกแก่ผมว่า “คุณวิโรจน์ ก็ดูแลเฉพาะที่สมาคมโหรฯ ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับที่โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ” ผมรับคำ “ครับ” และนี่คือ สัญญาใจที่ผมรับปากกับอาจารย์ประยูร มาถึงวันนี้ แต่วันหนึ่งผมก็ต้องเดินออกจากสมาคมโหรฯ หลังจากที่ผมสอนที่สมาคมโหรตั้งแต่ปี 2536 ถึงปี 2542

จบตอนนี้ก็ยังไม่ได้เล่าเรื่อง สิ่งที่อาจารย์สอน และบอกเกี่ยวกับการไปที่โรงเรียนโหราศาสตร์ฮัมบรูก ต้องรอตอนต่อไป


#ทุกสิ่งล้วนโหราศาสตร์

#โหราศาสตร์

#ยูเรเนียน

#วิโรจน์ #กรดนิยมชัย 

หน้า 1/6
1 2 3 4 5 6  [ถัดไป]
[Go to top]


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
eXTReMe Tracker